ประวัติศาสตร์กัมพูชา
เริ่มตั้งแต่ยุคของอาณาจักรฟูนัน อาณาจักรเจนละ พัฒนามาสู่กัมพูชายุคเมืองพระนคร
ซึ่งมีความยิ่งใหญ่จนสามารถสร้างนครวัด นครธม เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร
จนกระทั่งพ่ายแพ้แก่อยุธยากลายเป็นรัฐบรรณาการของอยุธยา
จนเมื่อฝรั่งเศสเข้ามามีอำนาจในอินโดจีน กัมพูชากลายเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส
และเป็นรัฐในอารักขาของญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสิ้นสุดสงครามโลก กัมพูชาได้เป็นประเทศเอกราช
แต่เกิดความสับสนวุ่นวายภายในประเทศเนื่องจากความขัดแย้งภายใน
ประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองของเขมรแดงอยู่ระยะหนึ่ง
จนกองกำลังของเฮงสัมรินที่มีเวียดนามหนุนหลังเข้ามาขับไล่เขมรแดงออกไป
และการเข้ามาไกล่เกลี่ยของสหประชาชาติ เพื่อยุติสงครามกลางเมือง
กัมพูชายุคก่อนประวัติศาสตร์
ความรู้เกี่ยวกับยุคก่อนประวัติศาสตร์ของกัมพูชานั้นมีอยู่น้อยมาก
แหล่งโบราณคดีเก่าแก่ที่สุดของกัมพูชาที่ค้นพบในปัจจุบัน คือ ถ้ำ แลง สแปน (Laang Spean) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
ซึ่งเชื่อว่าผู้คนเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันเมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล และแหล่งโบราณคดีสำโรง เซน (Samrong Sen) ซึ่งเชื่อว่าเริ่มมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อราว
230 ถึง 500
ปีก่อนคริสตกาลชาวกัมพูชาเริ่มรู้จักการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกข้าวได้ตั้งแต่เมื่อราว
2,000 ก่อนคริสตกาล สามารถทำเครื่องมือจากเหล็กได้ตั้งแต่ราว 600 ปีก่อนคริสตกาล
ก่อนหน้าที่อิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียจะแผ่นเข้ามาถึงดินแดนแถบนี้ ในราวปีที่ 100 ก่อนคริสตกาล หลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่าพื้นที่หลายส่วนของดินแดนประเทศกัมพูชาในปัจจุบันเริ่มมีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่เมื่อราวสหัสวรรษแรกและสหัสวรรษที่
2 ก่อนคริสตกาล โดยจัดเป็นวัฒนธรรมยุคหินใหม่
ซึ่งผู้คนกลุ่มนี้อาจอพยพมาจากทางพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ในก่อนช่วงคริสต์ศตวรรษแรก
ผู้คนในแถบได้มีวิวัฒนาการสู่การตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง
มีการจัดโครงสร้างของสังคมอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำให้สามารถพัฒนาทักษะวิทยาการต่างๆ
ได้ก้าวหน้ากว่ายุคก่อนๆ เป็นอย่างมาก
กลุ่มที่มีพัฒนาการก้าวหน้าที่สุดอาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่ง ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง
และบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง สามารถเพาะปลูกข้าวและเลี้ยงปศุสัตว์ได้
นักประวัติศาสตร์หลายคนมีความเห็นว่า
ผู้คนกลุ่มนี้ได้ตั้งหลักแหล่งอาศัยก่อนหน้าผู้คนในประเทศเพื่อนบ้าน คือ เวียดนาม
ไทย และลาว
ผู้คนกลุ่มนี้อาจจัดอยู่ในกลุ่มออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) หรืออย่างน้อยก็มีความสัมพันธ์กับบรรพบุรุษของมนุษย์กลุ่มดังกล่าว
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ทั่วไปในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาะแก่งต่างๆ
ของมหาสมุทรแปซิฟิกในปัจจุบัน ผู้คนเหล่านี้มีความรู้ในงานโลหะ เช่นเหล็กและสำริด
โดยเป็นเป็นทักษะที่คิดค้นขึ้นเอง งานวิจัยในปัจจุบันได้ค้นว่า
ชาวกัมพูชาในยุคนี้สามารถปรับปรุงสภาพภูมิประเทศมาตั้งแต่ยุคหินใหม่
โดยปรากฏรูปแบบเป็นพื้นที่รูปวงกลมขนาดใหญ่
อาณาจักรฟูนัน (พุทธศตวรษที่ 6-11)
อาณาจักรแรกของกัมพูชาเท่าที่ปรากฏตามเอกสารจีนคืออาณาจักรฟูนัน
หรือฟูนาน ซึ่งคำว่า ฟูนัน นี้ เป็นคำภาษาจีนตามสำเนียงปัจจุบัน
แทนเสียงอักขระสองตัวที่จีนโบราณออกเสียงว่า บุยหนำ
ชื่อที่แท้จริงในภาษาเขมรยังไม่พบว่าเรียกอย่างไร
นักปราชญ์บางท่านสันนิษฐานว่าคำนี้ตรงกับคำเขมรปัจจุบันว่า พนม ซึ่งแปลว่า
ภูเขา ภาษาเขมรโบราณว่า vnam แต่บางท่านให้ความเห็นแตกต่างไปว่า
มาจากคำภาษาจีนโบราณ ฟูนาน แปลว่า ผู้ร่ำรวยที่อยู่ทางทิศใต้ คำว่า ฟูนัน
หรือ ฟูนาน นี้ ปรากฏชื่อในการติดต่อกับจีนครั้งแรกในช่วงกลางๆ พุทธศตวรรษที่ ๘
ประมาณ พ.ศ. ๗๗๓
และปรากฏชื่อครั้งสุดท้ายในการส่งทูตไปเมืองจีน ประมาณ พ.ศ. ๑๑๖๐ – ๑๑๗๐ ต่อมาเอกสารจีนเรียกอาณาจักรนี้ว่า เจนละ
และเรียกชื่อนี้ตลอดมาจนสิ้นเมืองพระนคร
ที่ตั้งของอาณาจักรฟูนันตามเอกสารจีนบอกว่า อยู่ไกลประมาณ ๓,๐๐๐ ลี้ (๑,๒๐๐ กม.)
อยู่ทางทิศตะวันตกของอาณาจักรลินยี หรือจามปา
(จามปาอยู่ประมาณภาคกลางของเวียดนามปัจจุบัน)
และบอกด้วยว่า พรมแดนด้านทิศใต้ของอาณาจักรลินยีติดกับอาณาจักรฟูนัน อาณาเขตของฟูนันกว้างขวางมาก
จากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกประมาณ ๓,๐๐๐ ลี้
การปกครองของอาณาจักรฟูนัน
ในระยะที่อาณาจักรฟูนันมีความเข้มแข็ง กษัตริย์ฟูนันจะขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวางมากโดยอาศัยแสนยานุภาพที่เหนือกว่าจึงมีชัยชนะเหนืออาณาจักรใกล้เคียง เช่น
ในสมัยพระเจ้าฟัน มัน(Fun Man) เป็นต้น
เหตุการณ์ในหลายๆ รัชกาลแสดงให้เห็นว่า
กษัตริย์อาณาจักรฟูนันมักจะส่งบรรณาการไปทำไมตรีกับจีน ให้จีนยอมรับฐานะกษัตริย์ของตน
ดูเหมือนจะเป็นการยอมรับความยิ่งใหญ่ของจีนโดยปริยาย
จีนจึงมีความสำคัญในตัวเองว่าตนอยู่ในฐานะเหนือกว่าอาณาจักรใหญ่น้อยในบริเวณเอเซียอาคเนย์นี้
และการส่งบรรณาการไปยังราชสำนักจีนก็เปรียบเสมือนการขอความคุ้มครองจากราชสำนักจีน ดังนั้นในบางครั้งจีนจึงมอบตำแหน่งทางการเมืองของจีนให้แก่กษัตริย์ฟูนัน เช่น
ในสมัยพระเจ้าเกาณฑินยะชัยวรมัน กษัตริย์จีนได้พระราชทานตำแหน่งเป็น “ขุนพลแห่งภาคใต้อันสันติ” (General of
the Pacified South ) เป็นต้น
ฐานะของสถาบันกษัตริย์ของอาณาจักรฟูนันเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเด็ดขาด เป็นผู้ปกครองและเป็นจอมทัพด้วย
อาณาจักรเจนฬา หรือ โจฬะ
ในปัจจุบันเขตแดนของอาณาจักรเจนฬาไม่เป็นที่แน่ชัดและไม่มีอาณาเขตที่แน่นอน
แต่ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรแห่งนี้
อาณาจักเจนละกินอาณาเขตจากหุบเขาเมนัมตอนล่างและหุบเขามันในประเทศไทยในปัจจุบัน
(ภาคอีสาน) อีกทั้งขยายอาณาบริเวณไปถึงทางตอนใต้ของลาวในปัจจุบันนี้และยังรวมถึงดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชาในปัจจุบันอีกด้วย
และในบางช่วงเวลายังอาจมีอาณาเขตไปจนถึงชายฝั่งญวน (ปัจจุบันคือประเทศเวียดนาม)
อีกด้วย เจนละเป็นอาณาจักรของชนชาติเขมรที่แตกต่างจากชนเผ่าจามและฟูนัน
ชาวเจนละเป็นต้นตระกูลของอาณาจักรเขมร ชาวเขมรมาจากหุบเขาเมนัมตอนบน
และจากนั้นจึงลงมายังหุบเขามัน และต่อมายังแม่โขงเพื่อแทนที่ชาวจาม
ในกระบวนการดังกล่าว ชาวเขมรได้ซึมซับศาสนาและวัฒนธรรมฮินดูนิกายไศวะ
ซึ่งชาวจามให้การเคารพบูชาต่อมา เช่น เขาวัดภูในปัจจุบัน
จำปาศักดิ์ซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นตอนใต้ของลาว
ชาวเขมรในยุคแรกอาจเป็นพวกนับถือผี
แต่กษัตริย์ของเจนละได้รับศาสนาฮินดูไศวนิกายมาปฏิบัติใช้
ซึ่งเป็นศาสนาที่ใช้ควบคุมอำนาจทางการเมืองการปกครองและจิตใจของประชาชน
ศาสนาฮินดูไศวนิกายเชื่อมโยงถึงตำนานของคู่สามีภรรยากัมภูกับมีร่าและราชวงศ์สุริยะซึ่งสืบทอดมาจากพระราม
ซึ่งเป็นปางหนึ่งของพระวิษณุ แม้กระทั่งทุกวันนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ในภูมิภาคแถบนี้เราจะเห็นว่ายังคงยึดถือแนวความคิดดังกล่าวอยู่
โดยกษัตริย์ยังได้รับความเคารพนับถือ (หรือแม้แต่กษัตริย์ที่ถูกเนรเทศไปแล้วก็ตาม)
และเช่นเดียวกับรูปแบบทางการเมือง
บันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอาณาจักรเจนละเป็นลายลักษณ์อักษรมาจากพงศาวดารจีนซึ่งเรียกอาณาจักรเจนละว่าเป็นดินแดนของเขมร
พงศาวดารเหล่านี้ได้กล่าวถึงดินแดนเจนละ
อาณาจักรเจนละดั้งเดิมและเจนละน้ำซึ่งพัฒนาขึ้นหลังจากที่ถูกอาณาจักรฟูนันยึดครองและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนันซึ่งปัจจุบันนี้กลายเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแม่โขง
ต่อมาอาณาจักรเจนละน้ำถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรศรีวิชัยของชาวมาลายูและอาณาจักรไศเลนทราของชาวชวา
อาณาจักรเขมรละแวก
อาณาจักรเขมร มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ เมืองละแวก ตั้งแต่ พ.ศ. 2096 ถึง พ.ศ. 2136
ตรงกับช่วงประมาณสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง
เป็นยุคสมัยที่อาณาจักรเขมรรุ่งเรืองขึ้นเป็นครั้งแรกหลักจากประสบกับความเสื่อมโทรมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสองร้อยกว่าปี
โดยกัมพูชาในสมัยนี้มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกับสเปน
(ผิดกับชาติเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่นพม่า ไทย เวียดนาม มลายู
ซึ่งติดต่อกับโปรตุเกสเป็นส่วนใหญ่)
ประกอบกับการที่ศัตรูสำคัญอย่างอาณาจักรอยุธยากำลังอ่อนแอด้วยการรุกรานของพม่า
ทำให้กัมพูชาสามารถขึ้นมาเป็นฝ่ายรุกได้ แต่ก็เป็นช่วงเวลาอันสั้นเท่านั้น
เพราะกรุงละแวกได้ถูกเผาทำลายลงอย่างรวดเร็วด้วยการรุกรานของทัพสยาม
ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทำให้กัมพูชาเข้าสู่กลียุคอีกครั้งสมเด็จพระศรีสุคนธราชา
กษัตริย์เขมรเมืองปาสาณได้ถูกเสนาบดีชื่อว่า เสด็จกัน ทำการปฏิวัติล้มราชบัลลังก์และทรงถูกสำเร็จโทษ
เจ้าพระยาจันทราชาพระอนุชาต่างพระราชมารดาเสด็จลี้ภัยไปยังกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาถึงกลับเข้ามากัมพูชาอีกครั้งพร้อมกับกองทัพอยุธยาเพื่อทำสงครามทวงราชบัลลังก์คืนจากเสด็จกัน
โดยเจ้าพระยาจันทราชาได้ประกอบพิธีราชาภิเษกขึ้นก่อนเป็น สมเด็จพระบรมราชาองค์บรมบพิตร
หรือ สมเด็จพระเจ้าบรมราชาที่ 3
เสด็จกันต่อมาได้สิ้นพระชนม์ในการรบกับพระบรมราชาในพ.ศ. 2069 เมื่อหมดเสี้ยนหนามแล้ว
สมเด็จพระบรมราชาฯก็โปรดฯให้สร้างราชธานีแห่งใหม่ ชื่อว่า เมืองละแวก หรือ ลงแวก (Lovek)เมืองละแวกเมื่อแรกสร้างนั้นเป็นค่าย
สมเด็จพระบรมราชาฯโปรดฯให้หล่อพระพุทธรูปอัฐรัศขึ้น 4 องค์ แต่ละองค์หันหน้าสี่ทิศประดิษฐานอยู่ในพระวิหารที่มีมุข 4 ด้าน เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองละแวก
ยุคมืดของกัมพูชา
เริ่มตั้งแต่อาณาจักรอยุธยาได้โจมตีอาณาจักรเขมร และ ได้เผา พระนคร
เมืองหลวงของอาณาจักรเขมร ราบเป็นหน้ากลอง
ทำให้อาณาจักรเขมรเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศตั้งแต่บัดนั้นมา
เขมรเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาในฐานะดินแดน ประเทศราช
อาณาจักรอยุธยาปกครองเขมรเป็นเวลาเกือบ 400 ปี
ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์เขมรตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิสยามอย่างเข้มงวด
ในสมัยรัชกาลที่3 ได้เกิดสงคราม อานามสยามยุทธ
ทำให้กัมพูชาเป็นรัฐอารักขาระหว่างสยาม กับ
ญวณก่อนที่จะตกเป็นของฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
กัมพูชาในฐานะอาณานิคมของฝรั่งเศส
กัมพูชาตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาอารักขาระหว่างฝรั่งเศส-กัมพูชาเมื่อ
11 สิงหาคม พ.ศ. 2406
ในสมัยพระนโรดม โดยสยามพยามยามคัดค้านแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ในช่วงแรก
ฝรั่งเศสปกครองกัมพูชาโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายในมากนัก
และช่วยค้ำจุนราชบัลลังก์ของกัมพูชา โดยช่วยปราบกบฏต่างๆ จน พ.ศ. 2426 - 2427 หลังจากยึดครองเวียดนามได้ทั้งหมด
โดยพยายามลิดรอนอำนาจของกษัตริย์และยกเลิกระบบไพร่ทาส
ทำให้เกิดการต่อต้านจากประชาชนอย่างรุนแรง จนต้องเจรจากับพระนโรดม
กษัตริย์ในขณะนั้น ให้ประกาศสันติภาพ และระงับการแทรกแซงกัมพูชา
จนกระทั่งพระนโรดมสวรรคต ฝรั่งเศสได้สนับสนุนให้พระสีสุวัตถ์ขึ้นเป็นกษัตริย์
พร้อมทั้งมอบอำนาจการปกครองทั้งหมดให้ฝรั่งเศส หลังจากฝรั่งเศสเข้าปกครองกัมพูชาเมื่อ
พ.ศ. 2406 ฝรั่งเศสเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจในเวียดนาม โดยปรับปรุงการเก็บภาษี
ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวกัมพูชา
และยังนำชาวเวียดนามเข้ามาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในระบบราชการของฝรั่งเศส
และเป็นแรงงานทางด้านเกษตรกรรมระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงกลางปี พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนเข้าสู่กัมพูชาแต่ยอมให้รัฐบาลวิชีปกครองดังเดิม
รัฐบาลไทยในสมัยจอมพล ป.
พิบูลสงครามได้เรียกร้องดินแดนบางส่วนในลาวและกัมพูชาคืนจากฝรั่งเศสจนนำไปสู่กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศสที่เริ่มขึ้นเมื่อ
19 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ในที่สุด
ญี่ปุ่นเข้ามาไกล่เกลี่ยโดยที่ไทยได้จังหวัดพระตะบอง
เสียมราฐและบางส่วนของจังหวัดสตึงแตรง ยกเว้นปราสาทนครวัดยังอยู่ในเขตแดนของฝรั่งเศส
พระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์กษัตริย์กัมพูชาสิ้นพระชนม์หลังกรณีพิพาทนี้ไม่นาน
ฝรั่งเศสเลือกพระนโรดม สีหนุขึ้นเป็นกษัตริย์ทั้งที่ยังทรงพระเยาว์ ต่อมา
ญี่ปุ่นได้สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2488 กัมพูชาได้ประกาศเอกราชภายใต้วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพาของญี่ปุ่น
โดยมีพระนโรดม สีหนุเป็นประมุขรัฐ หลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488 กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรได้เข้ามาในพนมเปญ
สถาปนาอำนาจของฝรั่งเศสในกัมพูชาอีกรัฐบาลฝรั่งเศสอิสระได้ตัดสินใจที่จะรวมอินโดจีนเข้ากับสหภาพฝรั่งเศส
ในพนมเปญ พระนโรดม สีหนุพยายามเจรจากับฝรั่งเศสเพื่อเรียกร้องเอกราชที่สมบูรณ์
ในขณะที่กลุ่มต่อต้านที่เรียกตนเองว่าเขมรอิสระ
ได้ใช้การสู้รบแบบกองโจรตามแนวชายแดน
โดยได้ร่วมมือกับกลุ่มฝ่ายซ้ายทั้งที่นิยมและไม่นิยมเวียดนาม รวมทั้งกลุ่มเขมรเสรีซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านราชวงศ์ของเซิง
งอกทัญด้วย ใน พ.ศ. 2489 ฝรั่งเศสยอมให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองในกัมพูชา
และให้มีการเลือกตั้งภายในประเทศ พระนโรดม
สีหนุยังคงต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชให้กัมพูชาเป็นอิสระจากสหภาพฝรั่งเศส
จนฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง จึงยอมมอบเอกราชให้แก่กัมพูชา
การปกครองยุคแรกของสีหนุ
หลังการประชุมเจนีวาได้มีการเลือกตั้งขึ้นในประเทศกัมพูชาใน
พ.ศ. 2498 โดยมีคณะกรรมการควบคุมนานาชาติเป็นผู้สังเกตการณ์ ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2498 พระนโรดม
สีหนุได้ประกาศสละราชสมบัติให้พระบิดาของพระองค์คือพระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต
และทรงตั้งพรรคการเมืองขึ้นคือพรรคสังคมราษฎร์นิยมหรือระบอบสังคม
สมาชิกส่วนใหญ่เป็นฝ่ายขวา ซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยความรุนแรง
แต่ก็มีสมาชิกฝ่ายซ้ายภายในพรรค เช่น เขียว สัมพัน ฮู ยวน เพื่อถ่วงดุลกับฝ่ายขวา
การเลือกตั้งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2498
พรรคสังคมชนะการเลือกตั้งโดยได้ 83%
ของที่นั่งทั้งหมดในสภา นอกจากนั้น
พระนโรดม สีหนุ
ยังดำเนินนโยบายที่จะดึงฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวากลุ่มต่างๆให้เข้าร่วมกับระบอบสังคมของพระองค์
และกดดันผู้ที่ไม่ยอมเข้าร่วมกับพระองค์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป องค์กรที่ต่อต้านระบอบของพระนโรดม
สีหนุถูกผลักดันให้กลายเป็นองค์กรใต้ดิน พรรคที่เป็นเอกเทศของฝ่ายซ้าย เช่น
กรมประชาชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี
สถานีวิทยุแห่งชาติได้ออกประกาศว่ากรมประชาชนเป็นหุ่นเชิดของเวียดนาม
มีการติดโปสเตอร์ต่อต้านกรมประชาชนโดยทั่วไป หนังสือพิมพ์ของฝ่ายต่อต้านพระองค์
เช่น หนังสือพิมพ์ l'Observateur และหนังสือพิมพ์อื่นที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันถูกสั่งปิดในเดือนมีนาคม
พ.ศ. 2506 พระนโรดม สีหนุได้ประกาศชื่อของฝ่ายซ้ายจำนวน 34 คน ว่าเป็นพวกขี้ขลาด หลอกลวง ก่อวินาศกรรม หัวหน้ากบฏ และเป็นคนทรยศ
ผลที่ตามมาทำให้ขบวนการฝ่ายซ้ายต้องออกจากเมืองหลวงไปตั้งมั่นในชนบท
สาธารณรัฐเขมร สาธารณรัฐเขมร (อังกฤษ: Khmer Republic;
ฝรั่งเศส: République Khmère) เป็นรัฐบาลของประเทศกัมพูชาที่ปกครองด้วยระบบสาธารณรัฐ
ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2513 และสลายตัวไปเมื่อ พ.ศ. 2518 หลังจากที่เขมรแดงยึดกรุงพนมเปญได้
และประกาศจัดตั้งกัมพูชาประชาธิปไตยภูมิหลังได้มีการประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐเขมรอย่างเป็นทางการเมื่อ
9 ตุลาคม พ.ศ. 2513 โดยกลุ่มฝ่ายขวาที่นิยมสหรัฐอเมริกา นำโดยลน นล
และนักองค์ราชวงศ์สีสุวัตถิ์ สิริมตะ ซึ่งได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร 18 มีนาคม
พ.ศ. 2513 ล้มล้างรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาของสมเด็จพระนโรดม
สีหนุสาเหตุหลักของรัฐประหารคือการที่สมเด็จพระนโรดม สีหนุ
หันไปสนับสนุนกิจกรรมของเวียดนามเหนือตามแนวชายแดนกัมพูชา
ยอมให้มีการขนส่งอาวุธหนักของฝ่ายคอมมิวนิสต์ผ่านพื้นที่กัมพูชาตะวันออก
และเศรษฐกิจของกัมพูชาได้รับผลกระทบจากนโยบายของสีหนุที่ประกาศเป็นกลางและต่อต้านสหรัฐอเมริกา
กัมพูชาประชาธิปไตยและเขมรแดง
กัมพูชาประชาธิปไตย(ฝรั่งเศส:
Kampuchea
démocratique, เขมร កម្ពុជាប្រជាធិបតេយ្យก็อมปูเจียประเจียทิปะเต็ย
) คือชื่อของประเทศกัมพูชาระหว่างปี พ.ศ. 2519 - พ.ศ. 2522
ซึ่งเกิดจากการโค่นล้มรัฐบาลสาธารณรัฐเขมรของนายพลลอลนอล
และได้จัดปกครองในรูปแบบรัฐคอมมิวนิสต์โดยพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาหรือเขมรแดง
ในสมัยนี้องค์กรของรัฐบาลจะถูกอ้างถึงในชื่อ "อังการ์เลอ" (องฺคการเลี -
องค์การบน หรือ หน่วยเหนือ) [1] ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชานั้น แกนนำของพรรคให้เรียกชื่อว่า
"อังการ์ปะเดะวัด" (องฺคการปฏิวัตฺติ - องค์การปฏิวัติ)โดยผู้นำสูงสุดของประเทศที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดคือนายพล
พต ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของเขมรแดงด้วยในปี พ.ศ. 2522
กองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาภายใต้การนำของเฮง สัมริน และกองทัพเวียดนามได้รุกเข้ามาทางชายแดนตอนใต้ของกัมพูชาและสามารถโค่นล้มรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยได้สำเร็จ
พร้อมทั้งได้จัดการปกครองประเทศใหม่ในชื่อ สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา
กองทัพเขมรแดงจึงได้ถอยร่นไปตั้งมั่นในทางภาคเหนือของประเทศและยังคงจัดรูปแบบการปกครองตามระบบของกัมพูชาประชาธิปไตยเดิมต่อไป
สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา
สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (อังกฤษ: People's Republic of Kampuchea;
PRK; ภาษาเขมร:សាធារណរដ្ឋប្រជាមានិតកម្ពុជា สาธารณรฏฺฐปฺรชามานิตฺกมฺพูชา)
เป็นรัฐบาลที่จัดตั้งในกัมพูชาโดยแนวร่วมสามัคคีประชาชาติกู้ชาติกัมพูชา ซึ่งเป็นกลุ่มของกัมพูชาฝ่ายซ้ายที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มของเขมรแดง
ล้มล้างรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของพล พต โดยร่วมมือกับกองทัพของเวียดนาม
ทำให้เกิดการรุกรานเวียดนามของกัมพูชา เพื่อผลักดันกองทัพเขมรแดงออกไปจากพนมเปญ
มีเวียดนามและสหภาพโซเวียตเป็นพันธมิตรที่สำคัญสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาไม่ได้เป็นสมาชิกของสหประชาชาติเพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากจีน
อังกฤษและสหรัฐอเมริกา
ที่นั่งในสหประชาชาติของประเทศกัมพูชาในขณะนั้นเป็นของแนวร่วมเขมรสามฝ่ายที่จัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย
ซึ่งกลุ่มเขมรแดงของพล พตเข้าร่วมกับกลุ่มที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์อีก 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มของนโรดม สีหนุ และซอน ซาน อย่างไรก็ตาม
สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาได้ประกาศเป็นรัฐบาลของกัมพูชาระหว่าง พ.ศ. 2522-2536
โดยมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศที่จำกัดสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐกัมพูชา
(State of
Cambodia (SOC)) ในช่วงสี่ปีสุดท้าย เพื่อให้เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติในขณะเดียวกันได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบจากระบบรัฐเดียวไปสู่การฟื้นฟูราชอาณาจักรกัมพูชา
สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ ในช่วง พ.ศ. 2522 - 2534
โดยนิยมลัทธิมากซ์-เลนินแบบสหภาพโซเวียต
การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังอ่อนแอ
จากการทำลายล้างของระบอบเขมรแดง
และเป็นรัฐหุ่นเชิดของเวียดนามที่เข้ามาแทรกแซงทางเศรษฐกิจ จนรัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาเข้มแข็ง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเป็นรัฐที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่ก็ฟื้นฟูและสร้างชาติกัมพูชาได้ใหม่
ขอบคุณข้อมูลจาก วิพีกีเดีย

.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น