ประเทศอาเซียน

ประเทศอาเซียน
สนใจโปรแกรมเที่ยวอินโดจีน ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม

ประเทศอาเซียน

ประเทศอาเซียน
สนใจโปรแกรมเที่ยวอินโดจีน กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ประเทศกัมพูชา

ประเทศกัมพูชา



ที่ตั้ง ตั้งอยู่กลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทิศเหนือติดกับประเทศไทย (จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์) และลาว (แขวง อัตตะปือและจำปาสัก) ทิศตะวันออกติดเวียดนาม (จังหวัดกอนทูม เปลกู ซาลาย ดั๊กลั๊ก ส่องแบ๋ เตยนิน ลองอาน ด่งท๊าบ อันซาง และเกียงซาง) ทิศตะวันตกติดประเทศไทย (จังหวัดสระแก้ว จันทบุรี และตราด) และทิศใต้ติดอ่าวไทย

พื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย เส้นเขตแดนโดยรอบประเทศยาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร โดยมีเส้นเขตแดนติดต่อกับประเทศไทยยาว 798 กิโลเมตร


อาณาเขต
ทิศเหนือติดกับประเทศลาวและประเทศไทย
ทิศใต้ติดกับทะเลอ่าวไทย
ทิศตะวันออกติดกับประเทศเวียดนาม
ทิศตะวันตกติดกับทะเลอ่าวไทยและประเทศไทย

ภูมิประเทศ

  • ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ประกอบด้วยที่ราบรอบทะเลสาบเขมร และที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
  • มีทิวเขาล้อมรอบทางเหนือ คือ เทือกเขาพนมดงรัก เทือกเขาบรรทัด เทือกเขาอันนัม
กัมพูชา มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายชามหรืออ่าง คือ ตรงกลางเป็นแอ่งทะเลสาบและลุ่มแม่น้ำโขงอันกว้างขวาง มีภูเขาล้อมรอบอยู่ 3 ด้าน ได้แก่
  • ด้านตะวันออกมีแนวเทือกเขาอันนัมที่เป็นพรมแดนกับประเทศเวียดนาม
  • ด้านเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือมีแนวเทือกเขาพนมดงรักที่เป็นพรมแดนกับประเทศไทย
  • ด้านใต้และตะวันตกใต้มีแนวเทือกเขาบรรทัดที่เป็นแนวพรมแดนกับประเทศไทย
เฉพาะด้านตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
               
ภูมิอากาศ

  • มีอากาศมรสุมเขตร้อนเป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุม ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ฤดูแล้ง เริ่มจากเดือนพฤศจิกายน-เมษายน เดือนเมษายนมีอุณหภูมิสูงสุดที่สุด เดือนมกราคมมีอุณหภูมิต่ำที่สุด เดือนตุลาคมมีฝนตกชุกที่สุด

แม่น้ำ/ทะเลสาบสำคัญ
  1. แม่น้ำโขง ไหลจากลาวเข้าสู่ภาคเหนือของกัมพูชาแล้วไหลผ่านเข้าเขตเวียดนาม มีความยาวในเขตกัมพูชารวม 500 กิโลเมตร
  2. แม่น้ำทะเลสาบ เชื่อมระหว่างแม่น้ำโขงกับทะเลสาบ ความยาว 130 กิโลเมตร
  3. แม่น้ำบาสัก (Bassac) เชื่อมต่อกับแม่น้ำทะเลสาบที่หน้าพระมหาราชวัง กรุงพนมเปญ ความยาว 80 กิโลเมตร
  4. ทะเลสาบโตนเลสาบ อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญประมาณ 100 กิโลเมตร ฤดูน้ำหลากน้ำท่วมถึง 7,500 ตารางกิโลเมตร ลึกถึง 10 เมตร โตนเลสาบครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กำปงธม กำปงซะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมราฐ ในโตนเลสาบมีปลาชุกชุมกว่า 300 ชนิด



ภูเขา

ยอดเขาสูงที่สุดของกัมพูชาคือ พนมอาออรัล สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,813 เมตรทิศเหนือของกัมพูชามีเขตแดนติดกับประเทศไทยระยะทางยาว 750 กิโลเมตร ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาบรรทัดกั้น

ป่าไม้

กัมพูชาเป็นประเทศที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันป่าไม้ลดลงอย่างมากหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้สัมปทานป่ากับบริษัทเอกชนจากประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่นส่วนในลาวนั้นก็ตกกำลังอยู่สภาวะเดียวกัน


เมืองหลวง กรุงพนมเปญ


ภาษาราชการ ภาษาเขมร


ศาสนา พุทธนิกายเถรวาท


ตราแผ่นดินกัมพูชา





อ้างอิง  
th.wikipedia.org/wiki/ประเทศกัมพูชา
               

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สถานที่เที่ยวในประเทศเวียดนาม



สถานที่เที่ยวในประเทศเวียดนาม


ฮานอย


ฮานอย ฮานอยเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของเวียดนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 1553 มีอายุ 1,000 ปี ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดิลีไทโด ทรงสถาปนาพระราชวังทังลองขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ ตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมืองอีกหลายครั้ง ฮานอย แปลว่า เมืองบนฝั่งโค้งของแม่น้ำ นับเป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็กที่มีความสวยงามมากตลอดสองฟากถนนเราสามารถเห็นตึกสไตล์โคโลเนียลอยู่เรียงรายสองข้างทาง

 ฮานอย ในภาษาเวียดนาม ฮา แปลว่า แม่น้ำ นอย แปลว่า ข้างใน ฮานอยตั้งอยู่ใจกลางสันดอนลุ่มแม่น้ำแดงในภาคเหนือของประเทศ มีทะเลสาบน้อยใหญ่ถึง 18 แห่ง มีทะเลสาบประจมเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุด และมีทะเลสาบใจกลางกรุงที่ขึ้นชื่ออย่าง โฮฮว่านเกี๋ยม นับเป็นเมืองหลวงขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองหลวงของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ดังนั้นเมื่อคุณเดินทางมาถึงฮานอยจุดแรกที่ควรไม่ควรพลาดคือการไปริ่มต้นที่ ทะเลสาบฮว่าเกี๋ยม ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีถนนสายเล็กๆ 36 สายตัดสลับกันไปมา ชาวเวียดนามเรียกถนนสายนี้ว่า บาเมื่อยซัวโฟเฟือง แปลว่า36 ถนน ชาวต่างชาติจะรู้จักกันในชื่อ โอลด์ควอเตอร์ หรือถนน 36 สาย บรรยาศของตลาดนี้คล้ายกับเยาวราชในประเทศไทย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งโรงแรม เกสต์เฮาส์ บริษัทนำเที่ยว ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นย่านเก่าในเมืองฮานอย






สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย

สุสานโฮจิมินห์...

สุสานโฮจิมินห์ หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า บั๊กโฮ ซึ่งแปลว่าลุงโฮ ฯ นั้น ถือเป็น รัฐบุรุษอันดับหนึ่งของชาวเวียดนามตลอดกาล 
เพราะ โฮจิมินห์ เป็นแกนนำสำคัญในการปลดแอกเวียดนามจากการยึดครองของฝรั่งเศส และในเวลาต่อมาก็ยังเป็นผู้ที่สามารถรวมเวียดนามเหนือ-ใต้ ให้กลายเป็นประเทศเวียดนามเพียงหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์ในสงครามเวียดนามอีก ด้วย
โฮจิมินห์ เสียชีวิตในวันที่ 2 กันยายน 1969 ซึ่งตรงกับวันชาติเวียดนามพอดี ทางรัฐบาลเวียดนามจึงประกาศว่า โฮจิมินห์ เสียชีวิตในวันที่ 3 กันยายาน 1969 แทนเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศในการเฉลิมฉลองวันชาติ

การเชิดหุ่นกระบอกน้ำ...


ตั้งอยู่หลังโรงละครฮานอย ค่าเข้าชม 15,000 ดอง สำหรับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์หรือชาวเวียตนามเรียก Bao Tang Lich แห่งนี้เป็นอดีตเป็นสถาบันวิจัยทางโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (Ecole Hrancaise d’Extreme Orient) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2453 สร้างใหม่ปี 2469 ก่อนจะเปิดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งสิ่งที่นำมาจัดแสดงไว้ที่นี่ครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์เวียตนามทุกสมัย เป็นโบราณวัตถุที่หาดูได้ยากยิ่ง มีกลองสำริดโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะอันงดงามของพวกจากที่แพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องถ้วยชาม และเจ้าแม่กวนอิมปางประหลาด รวมถึงห้องจัดแสดงของใช้สิ่งของต่างๆ ของกษัตริย์ 13 พระองค์แห่งราชวงศ์เหวียน หากชอบเกี่ยวกับโบราณคดีคุณจะได้สัมผัสรากฐานแห่งอารยธรรมได้ดีทีเดียว

ฮาลองเบย์...

สำหรับอ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์ นั้นได้ตามนิทานปรัมปราของชาวเวียดนาม ที่กล่าวถึงมังกรโบราณซึ่งเคยร่อนมาลงในอ่าวนี้เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ และชื่อของฮาลอง ก็แปลได้ว่า มังกรร่อนลง จากความสวยงามและสมบูรณ์ของอ่าวฮาลอง ทำให้ที่นี่ประกาศได้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งเป็นเสมือนประกาศนียบัตรที่ใครเห็นต่างเชื่อถือ จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศเวียดนาม ต้องล่องเรือมาชมอ่าวฮาลองเพื่อสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ


 สำหรับการเที่ยวอ่าวฮาลองนอกจากได้ชมความงามของทิวทัศน์แล้วยังมีพาขึ้นไปชมถ้ำอีกด้วย เช่น ถ้ำเด่าโก๋ (Thien Cung) หรือที่เรียกกันว่า "ถ้ำสวรรค์" ซึ่งเป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยตระการตา โดยในถ้ำแห่งนี้มีห้องโถงใหญ่รอรับคนเดินทางอยู่ด้วยกัน 3 ห้อง
 จากถ้ำอันสวยงามนี้ก็เดินทางต่อจะเป็นโปรแกรมพายเรือและเล่นน้ำ เพื่อจะได้สัมผัสอ่าวฮาลองอย่างใกล้ชิด หรือหากไม่ชอบเล่นน้ำจะทิ้งเวลาไปกับทิวทัศน์อันสวยงามหรือเก็บภาพความทรงจำ ก็ได้ 







 ราตรีที่เมืองฮาลองปัจจุบันเมืองฮาลองได้เติบโตแบบรวดเร็ว แหล่งท่องเที่ยวมีทั้งร้านอาหาร บาร์เบียร์เล็กๆ รวมทั้งร้านขายของที่ระลึก เปิดแผงกันเหมือนตลาดโต้รุง มีสินค้าให้เลือกช้อปปิ้งกันมากมาย...


ซาปา...

 ทันทีที่ลงจากรถตู้หน้าโรงแรมที่พัก ก็พบกับอากาศที่สดชื่นเย็นสบายในยามเช้า บรรยากาศที่นี่ต่างกับเมืองอื่นๆของเวียดนามอย่างสื้นเชิง รถราบนถนนมีน้อยมาก ผู้คนที่นี่ใช้วิธีเดินเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กนักเรียน จะเดินไปโรงเรียนในระยะทางประมาณ 2-3 กม. เป็นภาพที่ดูแล้วน่าประทับใจมาก ซาปา เดิมเป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศสเมื่อครั้งที่ปกครองเวียดนาม เป็นเมืองเล็กๆ บนหุบเขาที่สูงเหยียดฟ้า อากาศที่นี่หนาวเย็นตลอดปี ฤดูหนาวบางปีมีหิมะตกที่ยอดเขา นอนที่โรงแรมก็อาจมองเห็นหิมะปกคลุมตามยอดเขา ตามยอดหญ้าหน้าโรงแรมก็มีแม่คะนิ้งให้เห็น ซาปา น่าเที่ยวที่สุดก็น่าจะเป็นช่วงฤดูหนาว คนเวียดนาม หรือฮานอย มาเที่ยวกันมาก คล้ายกับมาเที่ยวเมืองเชียงใหม่ในบ้านเรา แต่บรรยากาศที่นี่ต่างกันมาก ผู้คนไม่มากนัก ตามในเมืองจะเห็นชาวเขาเผ่าต่างๆมากมาย มาขายของที่ตลาดสด และขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว ช่วยสร้างสีสันให้กับซาปาเป็นอย่างมาก
เวียดนามกลาง 
 ฮอยอัน...

เมืองฮอยอัน (Hoi An) เป็นเมืองขนาดเล็กริมฝั่งทะเลจีนใต้ทางตอนกลางของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดกว่างนาม ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Trieu Chau Assembly Hallในสมัยของอาณาจักรจามปา บริเวณนี้เคยเป็นเมืองท่าบนปากแม่น้ำทูโบน ซึ่งมีชื่อว่า ไฮโฟ โดยเป็นศูนย์กลางทางการค้าในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มีชาวต่างชาติมาตั้งถิ่นฐานและค้าขายในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น ดัตช์ และอินเดีย เดิมทีเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยมีคลองสายหนึ่งคั่นอยู่กลางเมือง มีสะพานญี่ปุ่นทอดข้ามคลองเพื่อกั้นแบ่งเขตชุมชนของชาวญี่ปุ่นที่อีกฝั่งหนึ่งของคลอง ตัวสะพานสร้างโดยชาวญี่ปุ่น มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ฮอยอันเป็นเมืองขนาดเล็ก แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนเป็นจำนวนมาก ผู้มาเยือนมักมาเยี่ยมชมร้านค้าขายผลงานทางศิลปะและหัตถกรรม ริมฝั่งแม่น้ำมีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บาร์ และร้านอาหารเปิดเรียงรายอยู่มากมายซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าใช้บริการ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่มีอยู่มากมาย

อุโมงค์วินห์ม็อก...



วินห์ม็อก มีสถานที่หนึ่งที่เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของชาวเวียดนาม นั่นคืออุโมงค์หลบภัยใต้ดิน เนื่องจากการทิ้งระเบิดอย่างหนักของทหารอเมริกา ซึ่งคนทั้งหมู่บ้านช่วยกันแอบขุดในตอนกลางคืน หรือขุดในขณะที่มีเสียงปืน เสียงระเบิด ขนดินทิ้งทะเลเพื่ออำพรางไม่ให้ข้าศึกรู้ ในปี 1966
วินห์ม็อก เป็นอุโมงค์ใต้ดินที่มีความสำคัญในสงครามเวียดกง ใช้เวลาในการขุด 20 เดือนซึ่งสามารถนำชาวบ้านเข้าไป หลบภัยได้จำนวน 380 คน ภายในอุโมงค์นี้จะมีทั้งห้องนอน ห้องพยาบาล ห้องประชุมขนาด 50-60 คน ห้องอาบน้ำ บ่อน้ำดื่ม และชาวบ้านเหล่านี้อาศัยอยู่ในอุโมงค์ถึง 5 ปี อีกทั้งตลอดระยะเวลาดังกล่าว มีเด็กที่เกิดในอุโมงค์นี้จำนวนประมาณ 16 คน หลังจากเสร็จสิ้นสงครามเด็กเหล่านี้ก็จะมาคอยดูแลรักษาอุโมงค์แห่งนี้ และคอยบริการนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนด้วย 

พระราชวังเว้...

พระราชวังเว้หรือวังหลวงแห่งเมืองเว้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๗ ในรัชกาลแห่งพระเจ้ายาลอง (Gia Long) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เหงวียน ที่ไทยมักคุ้นในชื่อ องเชียงสือ สถานที่แห่งนี้นับเป็นหัวใจสำคัญของเมืองมาหลายยุคสมัย แม้ในปัจจุบันพระราชวังได้กลายสภาพจากศูนย์กลางราชอาณาจักรไปเป็นใจกลางของการท่องเที่ยวในฐานะ 1 ใน 3 ของมรดกโลกในเวียดนาม ไปแล้ว
พระราชวังเว้มีกำแพงโดยรอบที่วัดความยาวได้ราว 2.5 กิโลเมตร แบ่งเป็นส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนในอันเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ เมื่อเราเดินผ่านประตูเที่ยงวัน (Cua Ngo Mon) ก็จะพบสะพานน้ำทองที่ทอดตรงเข้าไปสู่พระราชวังไท ฮวา หรือที่เรียกว่า ท้องพระโรง ใช้ต้อนรับพระราชวงศ์ชั้นสูงและทูต ที่นี่มีเสาไม้สีแดงต้นใหญ่มากมาย ทั้งหมดเขียนลายมังกรสีเหลืองด้วยเทคนิคงานเครื่องรักเขียนสีแบบเวียดนาม เมื่อทะลุผ่านไปจะพบลานกว้าง มีอาคารชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องแบบจีนอยู่ทางขวาคือส่วนที่เป็นพิพธภันฑ์ จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของราชสำนักเวียดนาม

วัดเทียนมู่...


ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของริมแม่น้ำหอมของประเทศเวียดนาม ทางไปสุสานของพระเจ้ามิงห์หม่าง วัดแห่งนี้นับเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนานิกายเซน จุดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้คือ เจดีย์ทรงเก๋ง 8 เหลี่ยม สูงลดหลั่นกัน 7 ชั้น แต่ละชั้นเป็นตัวแทนของชาติภพต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ส่วนทางฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่ตั้งของศิลาจารึกและระฆังสำริดขนาดใหญ่หนักถึง 2,000 กิโลกรัม ถัดมาทางด้านหลังของเจดีย์เป็นประตูทางเข้าสู่บริเวณภายในวัด มีรูปปั้นเทพเจ้า 6 องค์ คอยยืนเฝ้าปกป้องไม่ให้ความชั่วร้ายเข้ามาเยือนและวัดแห่งนี้เองมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการเมืองในช่วงยุคหลังของเวียตนาม เมื่อพระภิกษุทิกกวางหยุก เจ้าอาวาสของวัดเทียนมู่ได้ใช้รถออสตินสีฟ้าคันเล็กเป็นพาหนะไปเผาตัวเองที่กลางกรุงไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน ในช่วงสายของวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2506 เพื่อประท้วงการบังคับให้ประชาชนไปนับถือศาสนาคริสต์และการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาลโงดินห์เดียมที่เป็นคาทอลิก รวมทั้งใช้ความรุนแรงขัดขวางการฉลองวันวิสาขบูชาของประชาชนในประเทศ ปัจจุบันรถออสตินสีฟ้าคันนั้นได้ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ภายในวัดแห่งนี้

 สุสานไดคิงห์...


ใช้เวลา 11ปี สุสานนี้สร้างในสมัยพระเจ้าไคดิงห์ กษัตริย์องค์ที่ 12 ของราชวงศ์เหงียน ขณะยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกก็คือพระองค์ได้มีการขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาสร้างสุสานของะระองค์เองเมื่อ คศ.1923 สร้างความเดือดร้อนและความเกลียดชังไปทั่ว พระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยสาเหตุ ติดยา หรือสารเสพติด เช่นเดียวกับพระบิดา เมื่อ ค.ศ 1925 รวมอายุ 40 ปี จากนั้นสุสาน แห่งนี้ได้ทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน และไม่มีรัฐบาลชุดใดให้ความสนใจ ต่อมาจึงได้มีการบูรณะเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อไม่นานมานี้เอง ภายในสุสานจะพบภาพเขียนที่สวยงามมีชื่อว่า 'มังกรในม่านเมฆ' เป็นภาพบนเพดาน โดยจิตรกรผู้นี้ใช้เท้าเขียน

ลงเรือมังกร ล่องแม่น้ำหอม...


แม่น้ำหอม หรือที่ชาวเวียดนามออกเสียงว่า ซงเฮือง กำเนิดมาจากบริเวณต้นน้ำที่อุดมไปด้วยดอกไม้ป่าที่ส่งกลิ่นหอมและร่วงหล่นลอยมากับสายน้ำ แม่น้ำหอมเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ น้ำจึงไม่ลึกแต่ใสสะอาด ไหลผ่านธรรมชาติที่งดงามสองฟากฝั่ง ทั้งแมกไม้ วัดวาอาราม รวมถึงสุสานจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน การนั่งเรือมังกรล่องลำน้ำหอมจึงนับเป็นโปรแกรมท่องธรรมชาติ มีให้เลือกหลายรูปแบบตั้งแต่ การล่องเรือไปตามลำน้ำเพื่อแวะขึ้นชมพระราชสุสานของเหล่าจักรพรรดิราชวงศ์เหวียน หรือล่องจากตัวเมืองเว้สู่วัดเทียนมู่เพื่อชมเจดีย์ 8 เหลี่ยม 7 ชั้น อันงดงาม ระหว่างทางคุณยังจะได้พบกับหมู่บ้านชาวน้ำให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ชาวบ้านเหล่านี้ใช้เรือเป็นที่อยู่อาศัย มีอาชีพจับปลา ขุดทรายในแม่น้ำมาขายให้พ่อค้าคนกลาง ส่วนในยามเย็นนั้นนักท่องเที่ยวนิยมใช้เวลาหลังอาหารค่ำลงเรือล่องลำน้ำหอม โดยเรือจะไม่ล่องไปไกลเหมือนในตอนกลางวัน แต่จะปล่อยให้เรือล่องลอยไปตามสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ท่ามกลางศิลปินนักร้อง นักดนตรี ที่มาฟ้อนรำและบรรเลงเพลงพื้นบ้านให้ฟังกันสดๆ ซึ่งในอดีตการฟ้อนรำและการบรรเลงเพลงพื้นบ้านนี้ เป็นการเล่นถวายให้กับจักรพรรดิเท่านั้น 

 เวียดนามใต้...


ทะเลทรายมุยเน่...


 ทะเลทรายสีเหลืองทอง ท่านสามารถเล่นสไลเดอร์บนสันทราย ขับรถ ATV หรือนั่งรถจิ๊บขึ้นไปดูบนยอดเขาทะเลทราย

Fairy Stream...




ซุ่ยเทียน(Fairy Stream) หรือ เราขอเรียกว่า แคนยอนแห่งเวียดนาม อยู่ทางเวียดนามภาคใต้ของประเทศเวียดนาม ที่ซุ่นเทียนจะมีความแตกต่างจากแพะเมืองผี บ้านเรา โดยจะมีลำธารที่เราต้องเดินลุยไประดับน้ำประมาณตาตุ่มเท่านั้น การเดินชมควรมีเวลาอย่างอย่าง 1 ชั่วโมง ระหว่างเส้นทางจะเป็นดินที่ผ่านน้ำผ่านลม จนมีลักษณะดังในรูป ดินสีแดงและสีขาวตัดกันเกิดเป็นลีลาทางธรรมชาติสวยงาม หากได้มาเที่ยวทะเลทรายมุยเน่ที่เวียดนามใต้แล้วไม่ควรพลาดที่จะเข้ามาชมความสวยงามและอลังการของซุ่ยเทียน

ทะเลสาบพาราไดซ์...
ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองดาลัดประมาณ 5 กิโลเมตร ทะเลสาบพาราไดซ์ หรือ ตู้เหยีนลัม เป็นสถานที่ที่เหมาะในการมาพักผ่อน สามารถมองเห็นทะเลสาบสีเขียวมรกตกับทิวสนที่ยืนต้นตระหง่านปกคลุมทุกขุนเขา การนั่งเคเบิ้ลคาร์ สามารถมองเห็นเมืองดาลัดได้ทั้งเมือง เห็นป่าอันงดงาม
สวนดอกไม้ดาลัด...

 
 เมืองดาลัดเป็นเมืองหนาวมีการปลูกดอกไม้อยากแพร่หลาย ดอกไม้ที่ปลูกที่เมืองดาลัดได้ถูกส่งไปขายในเมืองดาลัดเองและเมืองอื่นของเวียดนามด้วย มีชาวต่างประเทศไปลงทุนทำสวนดอกไม้ที่ดาลัดในเทคโนโลยี่ต่างๆทำให้ดอกไม้ของดาลัดออกดอกและส่งขายได้ตลอดทั้งปี สภาพอากาศของเย็นทำให้เมืองดาลัดมีดอกไม้ที่สวยงาม นอกจากมีดอกไม้แล้วยังมีผักเมืองหนาวอย่างเช่น: กะหล่ำปลีและกะหล่ำดอก ดอกไม้ที่ได้รับความนิยมคือ กุหลาบ ไฮเดรนเยีย (ภาษาเวียดนาม cam tu Cau) นอกจากนี้ยังมีผลไม้นานาชนิดเช่น สตรอเบอร์รี่, ใบหม่อน, มันเทศ
อุโมงค์กู๋จี...
 เป็นเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมถึงกันในอำเภอกู๋จีในไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือ โฮจิมินห์ซิตี) และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ อุโมงค์กู๋จีเป็นที่ตั้งของการทัพหลายครั้งระหว่างสงครามเวียดนาม และเป็นฐานปฏิบัติการของเวียดกง เมื่อครั้งการรุกเทศกาลตรุษญวนในปี ค.ศ. 1968
อุโมงค์ดังกล่าวถูกใช้โดยกองโจรเวียดกงเป็นจุดซ่อนตัวระหว่างการปะทะ เช่นเดียวกับเป็นเส้นทางสื่อสารและเสบียง โรงพยาบาล สถานที่เก็บอาหารและอาวุธและที่พักอาศัยของนักสู้กองโจรจำนวนมาก ระบบอุโมงค์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเวียดกงในการต่อสู้กับทหารสหรัฐ จนกระทั่งสหรัฐต้องถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามใต้ในที่สุด

                      ติดต่อสอบถามไโปรแกรมทัวร์ด้ที่  

http://www.scholidaytour.com/
                     www.indochinaexplorer.com










ประเทศลาว

ประเทศลาว




สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับไทยทั้งในเชิงประวัติ ศาสตร์ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และ วัฒนธรรม มีเขตแดนติดต่อกับไทยทั้งทางบก และทาง น้ำเป็นแนวยาวถึง 1,810 กิโลเมตร

      สปป.ลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล แต่สามารถเป็นจุดเชื่อมต่อ (land link) ด้านการคมนาคมขนส่งจากไทย ไปประเทศที่สามในอนุภูมิภาค ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวข้ามแม่น้ำโขงทั้ง 2 แห่ง ที่หนองคาย-เวียงจันทน์ และที่มุกดาหาร-สะหวันนะเขต และในอนาคตอันใกล้จะมีสะพานแห่งที่ 3 ที่นครพนม-คำม่วน ซึ่งได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552







 ประชากร

จากการสำรวจจำนวนประชากรในปีที่ผ่านมา ประเทศลาวมีประชากรทั้งหมดประมาณ 6,217,141 คน
( กรกฎาคม  2548) ประกอบด้วย 3 ชนชาติ ใหญ่รวม 68 เผ่า ได้แก่
ลาวลุ่ม: หมายถึง ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ตามที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำโขง ใช้ภาษาตระกูลไท-ลาว คิดเป็นร้อยละ 70 ของประชาชนทั้งหมด เช่น ไทลาว ไทเนือ ไทแแดง ไทขาว ผู้ไท ลาวพวน ไทลื้อ เป็นต้น
ลาวเทิง: เป็นกลุ่มชนเผ่าที่อาศัยบนพื้นที่ที่มีความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร คิดเป็นประชากรร้อยละ 20 ของประเทศ เช่น สีดา บ่าแวะ ละแนด ฯลฯ
ลาวสูง: คือพวกลาวชาวเขาประชากรส่วนน้อยอาศัยอยู่บนเทือกเขาสูง คิดเป็นประชากรร้อยละ 10 ของประเทศ ส่วนใหญ่เป็นชาวม้งและเผ่าอื่นๆ เช่น มูเซอ ก่อ กุ่ย เป็นต้น


ภูมิศาสตร์


แผนที่ประเทศลาว

ที่ตั้งและอาณาเขต

ประเทศลาวเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่บนใจกลางของคาบสมุทรอินโดจีนระหว่างละติจูดที่ 14 - 23 องศาเหนือ ลองติจูดที่ 100 - 108 องศาตะวันออก มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 236,800 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็นภาคพื้นดิน 230,800 ตารางกิโลเมตร ภาคพื้นน้ำ 6,000 km² โดยลาวเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เนื่องด้วยตลอดแนวชายแดนของประเทศลาว ซึ่งมีความยาวรวม 5,083 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ เรียงตามเข็มนาฬิกา ดังนี้
ความยาวพื้นที่ประเทศลาวตั้งแต่เหนือจรดใต้ยาวประมาณ 1,700 กว่ากิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดกว้าง 500 กิโลเมตร และที่แคบที่สุด 140 กิโลเมตร เนื้อที่ทั้งหมด 236,800 ตารางกิโลเมตร

ประเทศไทยมีเส้นแบ่งเขตแดนติดต่อกับประเทศลาวถึง 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย หนองคาย นครพนม อำนาจเจริญ มุกดาหารและอุบลราชธานี เชื่อมต่อ 8 แขวงของประเทศลาวได้แก่ แขวงบ่อแก้ว แขวงไชยะบุรี แขวงเวียงจันทน์ แขวงอลิคำไซ แขวงคำม่วน แขวงสะหวันนะเขต แขวงสาละวันและแขวงจำปาสัก

ลักษณะภูมิประเทศ

ภูมิประเทศของลาวอาจแบ่งได้เป็น 3 เขต คือ
  1. เขตภูเขาสูง เป็นพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 1,500 เมตรขึ้นไป พื้นที่นี้อยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศ
  2. เขตที่ราบสูง คือพื้นที่ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,000 เมตร ปรากฏตั้งแต่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่ราบสูงเมืองพวนไปจนถึงชายแดนกัมพูชา เขตที่ราบสูงนี้มีที่ราบสูงขนาดใหญ่อยู่ 3 แห่ง ได้แก่ ที่ราบสูงเมืองพวน (แขวงเชียงขวาง), ที่ราบสูงนากาย (แขวงคำม่วน) และที่ราบสูงบริเวณ (ภาคใต้)
  3. เขตที่ราบลุ่ม เป็นเขตที่ราบตามแนวฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำต่าง ๆ เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในเขตพื้นที่ทั้ง 3 เขต นับเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศ แนวที่ราบลุ่มเหล่านี้เริ่มปรากฏตั้งแต่บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำงึม เรียกว่า ที่ราบลุ่มเวียงจันทน์ ผ่านที่ราบลุ่มสุวรรณเขต ซึ่งอยู่ตอนใต้เซบั้งไฟและเซบั้งเหียง และที่ราบจำปาศักดิ์ทางภาคใต้ของลาว ซึ่งปรากฏตามแนวแม่น้ำโขงเรื่อยไปจนจดชายแดนประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้ เมื่อนำเอาพื้นที่ของเขตภูเขาสูงและเขตที่ราบสูงมารวมกันแล้ว จะมากถึง 3 ใน 4 ของพื้นที่ประเทศลาวทั้งหมด โดยจุดที่สูงที่สุดของประเทศลาวอยู่ที่ภูเบี้ย ในแขวงเชียงขวาง วัดความสูงได้ 2,817 เมตร (9,242 ฟุต)
ประเทศลาวมีแม่น้ำสายสำคัญอยู่หลายสาย โดยแม่น้ำซึ่งเป็นสายหัวใจหลักของประเทศ คือ แม่น้ำโขง ซึ่งไหลผ่านประเทศลาวเป็นระยะทาง 1,835 กิโลเมตร แม่น้ำสายนี้เป็นแม่น้ำสำคัญทั้งในด้านเกษตรกรรม การประมง การผลิตพลังงานไฟฟ้า การคมนาคมจากลาวเหนือไปจนถึงลาวใต้ และการใช้เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างประเทศลาวกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ แม่น้ำสายสำคัญของลาวแห่งอื่น ๆ ยังได้แก่
  • แม่น้ำอ( พงสาลี-หลวงพระบาง ) ยาว 448 กิโลเมตร
  • แม่น้ำงึม (เชียงขวาง-เวียงจันทน์) ยาว 353 กิโลเมตร
  • แม่น้ำเซบั้งเหียง (สุวรรณเขต) ยาว 338 กิโลเมตร
  • แม่น้ำทา (หลวงน้ำทา-บ่อแก้ว) ยาว 523กิโลเมตร
  • แม่น้ำเซกอง (สาระวัน-เซกอง-อัตปือ) ยาว 320 กิโลเมตร
  • แม่น้ำเซบั้งไฟ (คำม่วน-สุวรรณเขต) ยาว 239 กิโลเมตร
  • แม่น้ำแบ่ง (อุดมไชย) ยาว 215 กิโลเมตร
  • แม่น้ำเซโดน (สาระวัน-จำปาศักดิ์) ยาว 192 กิโลเมตร
  • แม่น้ำเซละนอง (สุวรรณเขต) ยาว 115 กิโลเมตร
  • แม่น้ำกะดิ่ง (บริคำไชย) ยาว 103 กิโลเมตร
  • แม่น้ำคาน (หัวพัน-หลวงพระบาง) ยาว 90 กิโลเมตร


ลักษณะภูมิอากาศ

ประเทศลาวอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน มีลมมรสุมแต่ไม่มีลมพายุ สำหรับเขตภูเขาภาคเหนือและเขตเทือกเขา อากาศมีลักษณะกึ่งร้อนกึ่งหนาว อุณหภูมิสะสมเฉลี่ยประจำปีสูงถึง 15-30 องศาเซลเซียส และความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืนมีประมาณ 10 องศาเซลเซียส จำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดดต่อปีประมาณ 2,300-2,400 ชั่วโมง (ประมาณ 6.3-6.5 ชั่วโมงต่อวัน) ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศมีประมาณร้อยละ 70-85 ปริมาณน้ำฝนในฤดูฝน (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม) มีร้อยละ 75 - 90 ส่วนในฤดูแล้ง (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเมษายน) ปริมาณน้ำฝนมีเพียงร้อยละ 10-25 และปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีของแต่เขตก็แตกต่างกันอย่างมากมาย เช่น เขตเทือกเขาบริเวณทางใต้ได้รับน้ำฝนเฉลี่ยปีละ 300 เซนติเมตร ขณะที่บริเวณแขวงเชียงขวาง แขวงหลวงพระบาง แขวงไชยบุรี ได้รับเพียงแค่ 100-150 เซนติเมตร ส่วนแขวงเวียงจันทน์และแขวงสุวรรณเขตในช่วง 150-200 เซนติเมตร เช่นเดียวกับแขวงพงสาลี แขวงหลวงน้ำทา และแขวงบ่อแก้ว
แม้ว่าลาวจะมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงฤดูปลายฝนจนถึงฤดูร้อนนั้นเหมาะแก่การท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะฝนเริ่มน้อย แต่ก็ยังพอมีให้เที่ยวน้ำตกและล่องเรือได้ อากาศก็เย็นสบาย ธรรมชาติรอบด้านก็สวยงาม แถมยังมีประเพณีสำคัญน่าเที่ยวชมในช่วงนี้อีกมากมายด้วย

 การเมืองการปกครอง


ประธานประเทศนายจูมมาลี ไซยะสอน
รองประธานประเทศนายบุนยัง วอละจิด
ประธานสภาแห่งชาตินางปานี ยาท่อตู้
นายกรัฐมนตรีนายทองสิง ทำมะวง

 ประมุขของ สปป.ลาว คือประธานประเทศ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของสภาแห่งชาติโดยได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิกสภาที่เข้าประชุม ประธานประเทศมีอำนาจลงนามประกาศใช้กฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งชาติ แต่งตั้งหรือย้ายเจ้าแขวงตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ และให้นิรโทษกรรม เป็นต้น

      รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลเป็นผู้วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดูแลเรื่องการป้องกันประเทศ การทำความตกลงกับต่างประเทศ เสนองบประมาณให้สภาแห่งชาติพิจารณาอนุมัติ (ปีงบประมาณของสปป.ลาวเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม-30 กันยายนของปีถัดไป) รวมทั้งรายงานผลการปฏิบัติงานให้สภาแห่งชาติและประธานประเทศทราบ หัวหน้าฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของประธานประเทศ โดยผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งชาติ วาระของรัฐบาลเท่ากับวาระของสภาแห่งชาติ




การจัดตั้งและการบริหาร

  • หลายหมู่บ้านรวมกันเป็น เมือง (ก่อนหน้านี้จัดให้หลายหมู่บ้านรวมกันเป็น ตาแสง มีตาแสงเป็นผู้ปกครอง หลายตาแสงรวมกันจึงเรียกว่า เมือง)
  • หลายเมืองรวมกันเป็น แขวง
  • "คณะกรรมการปกครองหมู่บ้าน" มี นายบ้าน เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารของหมู่บ้าน
  • "คณะกรรมการปกครองเมือง" มี เจ้าเมือง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารเมือง
  • "คณะกรรมการปกครองแขวง" มี เจ้าแขวง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารแขวง
  • "คณะกรรมการปกครองนครหลวง" มี เจ้าครองนครหลวง เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารนครหลวง

ข้อมูลเศรษฐกิจ

สกุลเงินกีบ อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อกุมภาพันธ์ 2554
ประมาณ 260 กีบ : 1 บาท 
GDP3.8 พันล้าน USD (ปี 2550) 
GDP per capita665 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550) 
ทรัพยากรสำคัญไม้ ข้าว ข้าวโพด เหล็ก ถ่านหิน ทองคำ แหล่งน้ำผลิตไฟฟ้า 
อุตสาหกรรมหลักโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ไม้ 
สินค้าส่งออกที่สำคัญทองคำ ทองแดง ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ไม้ สินแร่ ถ่านหิน เสื้อผ้าสำเร็จรูป 
ตลาดส่งออกที่สำคัญไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร 
สินค้านำเข้าที่สำคัญรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอุปโภคบริโภค 
ตลาดนำเข้าที่สำคัญไทย จีน เวียดนาม สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย 
สินค้าสำคัญที่ไทย
ส่งออกไปลาว
น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผ้าผืน 
สินค้าสำคัญที่ลาว
ส่งออกไปไทย
สินแร่โลหะและเศษโลหะ เชื้อเพลิง ไม้ซุง/ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ถ่านหิน ลวดและสายเคเบิล เครื่องจักรไฟฟ้าและ ส่วนประกอบ 
การลงทุนของไทยในลาวตั้งแต่กันยายน 2553 ไทยเป็นนักลงทุนต่างชาติที่มีมูลค่าการลงทุนสะสมเป็นอันดับ 3 ในลาว ช่วงปี 2543-2551 มี 207 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1,581 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สาขาการลงทุนสำคัญ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ขนส่ง โทรคมนาคม ธุรกิจโรงแรม และการท่องเที่ยว ธนาคาร นักลงทุนชาติอื่นที่สำคัญ ได้แก่ จีน เวียดนาม ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย 

การลงทุน
การลงทุน รัฐบาลลาวได้ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น อาทิ มาตรการด้านภาษี อนุญาตให้นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงจำปาศักดิ์ และแขวงหลวงพระบาง มีอำนาจอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแขวงอื่น ๆ สามารถอนุมัติโครงการลงทุนที่มีมูลค่าลงทุนไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศในลาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2546 มีมูลค่า 465 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2547 มีมูลค่า 533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2548 มีมูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย จีน

การส่งออก

สินค้าส่งออกที่สำคัญของลาวได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม้ซุง ไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์ไม้ สินแร่ เศษโลหะ ถ่านหิน หนังดิบ และหนังฟอก ข้าวโพด ใบยาสูบ กาแฟ โดยส่งออกไปยังประเทศไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอแลนด์ และเยอรมันนี ส่วนการนำเข้าสินค้า ประเทศลาวได้นำเข้าสินค้าจากไทย จีน เวียดนาม สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมนี โดยสินค้าที่สำคัญได้แก่ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน อาหาร ผ้าผืน สารเคมี และเครื่องอุปโภคบริโภค

    ศาสนา

ประชากรลาวมากกว่าร้อยละ 90 นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเหมือนกับประชาชนชาวไทยและถือปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัดอีกร้อยละ 10 นับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเป็นผู้นำเข้ามาเผยแผ่ในช่วงที่เข้ามาปกครอง




ภาษา

ภาษาประจำชาติคือ ภาษาลาวมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาไทยในภาคอีสาน นอกจากนี้คนลาวบางคนยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสได้ดี สำหรับประชาชนลาวทางตอนเหนือของประเทศสำเนียงการพูดและความหมายของคำบางคำคล้ายกับภาษาพื้นเมืองในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงรายและเลย ทางตอนเหนือของประเทศไทย



แหล่งที่มา อ้างอิง

หนังสือ Trips Magazine ลาวเหนือ

หนังสือ Places&Prices