ประเทศอาเซียน

ประเทศอาเซียน
สนใจโปรแกรมเที่ยวอินโดจีน ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม

ประเทศอาเซียน

ประเทศอาเซียน
สนใจโปรแกรมเที่ยวอินโดจีน กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เตรียมตัวท่องเที่ยวประเทศลาว

เตรียมตัวท่องเที่ยว ประเทศลาว






หาข้อมูล
การศึกษาข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวที่เรากำลังจะเดินทางไปก่อนล่วงหน้า ถือว่าทำให้การท่องเที่ยวในคราวนั้นประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่ง ควรศึกษาเส้นทาง การคมนาคม ภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ ที่พัก ที่กิน ที่ช็อปปิ้ง รวมไปถึงจุดเด่นที่ไม่ควรพลาดของสถานที่นั้นๆ หรือแม้แต่ข้อควรระวังต่างๆ ถ้าเป็นไปได้ควรหาซื้อแผนที่ คู่มือท่องเที่ยวเล่มเล็กๆ และจดหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงาน ททท. สถานีตำรวจ ตำรวจท่องเที่ยว และโรงพยาบาล ติดตัวไปด้วย ยามฉุกเฉินเหล่านี้จะช่วยคุณได้

  
วางแผนเดินทาง 
ควรวางแผนการเดินทางให้เหมาะสมกับเวลาและงบประมาณที่มี เท่านี้ก็จะทำให้พอรู้คร่าวๆได้ว่า เราจะเดินทางไปได้ไกลขนาดไหน จะต้องหยุดแวะกี่จุด แต่ละจุดใช้เวลานานเท่าใด เหมือนกับการหัดทำโปรแกรมท่องเที่ยว หรือให้ลองดูก่อนว่าคนที่จะไปด้วยเป็นใคร ช่วงอายุและความสนใจเป็นอย่างไร แล้วค่อยจัดโปรแกรมให้เหมาะสมกับเพื่อนร่วมทริปของเรา ผลออกมาน่าจะเป็นที่พอใจของทุกคนได้

 
  ตรวจสอบสภาพอากาศ
ก่อนเดินทางท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือฤดูกาลและสภาพดินฟ้าอากาศ เพราะนั่นหมายถึงสิ่งที่เราต้องไปเผชิญ ถ้าอยากเช่าเรือออกไปดำน้ำตามหมู่เกาะ แต่เกิดมีพายุฟ้าคะนอง ฝนตก คลื่นลมแรง น้ำขุ่น ต้องยกเลิกทริป ก็คงไม่สนุกแน่ การตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้าจึงเป็นหนึ่งในการวางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้า ที่จะช่วยให้คุณเที่ยวได้อย่างสนุกสนานและประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ ทั้งนี้สามารถสอบถามสภาพอากาศได้จากกรมอุตุนิยมวิทยา โทร. +66 (0) 2399 5689 (ในวันและเวลาราชการ)

   
งบประมาณ
งบประมาณ หรือเรื่องเงิน เป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนดได้เองว่า ในการท่องเที่ยวครั้งนี้จะใช้จ่ายประมาณเท่าใด เมื่อทราบยอดเงินโดยรวมแล้ว ก็สามารถเลือกที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว และที่ช็อปปิ้ง ให้เหมาะสมกับงบประมาณนั้นได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตาม งบมักบานปลายสำหรับคนที่ชอบซื้อของ เพราะระหว่างทางจะมีข้าวของแปลกๆและสวยงามเอาไว้ล่อตาล่อใจเสมอ จึงต้องหมั่นเตือนตัวเองในเรื่องการคุมงบประมาณด้วย

 
   จัดกระเป๋า
เทคนิคการจัดกระเป๋าเพื่อการท่องเที่ยวง่ายนิดเดียว คือ ก่อนอื่นต้องดูจำนวนวันที่จะไป เพื่อจะได้กำหนดจำนวนเสื้อผ้าให้ครบ บางคนชอบจัดเหลือไว้ แต่บางคนชอบจัดพอดีๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ให้ดูว่าคุณเดินทางแบบไหน ถ้ามีรถยนต์ส่วนตัวก็อาจแบกน้ำหนักเกินได้นิดหน่อย แต่ถ้าต้องหิ้วกระเป๋าขึ้นลงรถโดยสารไปเอง ก็ควรจัดของไปให้น้อยชิ้นที่สุด นอกจากนี้ ยังควรเลือกชนิดกระเป๋าให้เหมาะกับสภาพการเดินทางด้วย เช่น ถ้าจะไปเที่ยวเมืองและพักในโรงแรมหรู ก็อาจใช้กระเป๋าชนิดแข็ง (hard case) ใบสี่เหลี่ยมที่มีล้อและหูลากได้เลย แต่ถ้าจะไปลงเรือเที่ยวเกาะ ก็ควรใช้กระเป๋าชนิดนิ่ม (soft case) ซึ่งผลิตจากวัสดุกันน้ำ ป้องกันของภายในจากน้ำทะเลหรือฝนได้เป็นอย่างดี และถ้าจะไปเดินป่าล่ะก็ กระเป๋าเป้สะพายหลังดูจะเหมาะสมที่สุด

   เตรียมยาไปด้วยเสมอ
อุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆระหว่างการท่องเที่ยวมักเกิดขึ้นเสมอ กระเป๋ายาใบเล็กๆซึ่งมียาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบจึงจำเป็น อย่าลืมยาแดง ยาดม ยาลม ยาเม็ดแก้ปวดลดไข้ ยาฆ่าเชื้อในลำไส้ (กรณีท้องเสีย) ยาธาตุน้ำขาว (ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย) ยากันแมลง ยาทาแก้แมลงสัตว์กัดต่อย ยาทาบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ พลาสเตอร์ยาปิดแผล ผ้าพันแผล ฯลฯ เหล่านี้จะช่วยคุณได้เป็นอย่างดีในยามฉุกเฉิน

  
 ติดต่อที่พักล่วงหน้าเสมอ
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปในรูปแบบของครอบครัว หรือไปเที่ยวเป็นหมู่คณะ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของพวกแบเป้เที่ยว (Backpacker) ที่รักอิสระและความตื่นเต้น ก็ควรติดต่อจองที่พักล่วงหน้าไว้เสมอ เพื่อความสะดวกราบรื่น ไม่ต้องเสียเวลาตระเวนหาที่พักอีก และที่สำคัญ อย่าลืมโทรศัพท์ไปยืนยันการเข้าพักก่อนเดินทางสัก 1-2 วัน เพื่อคุณเองและทางสถานที่พักจะได้มั่นใจเต็มร้อยว่า จะไม่มีเหตุผิดพลาดเกิดขึ้น

   
สิ่งที่คนมักลืม
บางครั้งสิ่งของชิ้นเล็กๆที่คนมองข้าม ก็อาจช่วยแก้ปัญหาระหว่างการเดินทางได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่คนมักลืมนำติดตัวไประหว่างท่องเที่ยวก็เช่น แผนที่ ไฟฉาย มีดพับอันเล็กๆ เข็มกับด้าย ที่ตัดเล็บ หมวก รองเท้าแตะ กระดาษชำระ ชุดยาปฐมพยาบาล สายพ่วงแบตเตอร์รี่สำหรับรถ ที่ชาร์จแบตเตอร์รี่โทรศัพท์มือถือ ไขควง สมุดบันทึกและปากกา ฯลฯ อย่าลืมว่า เตรียมไปให้พร้อม ดีกว่าขาดตกบกพร่อง

     ข้อควรรู้ก่อนเดินทางไปลาว


เรื่องแรก คือ เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยลาว คำว่า “บ้านใกล้ เรือนเคียง” เป็นคำที่เหมาะสมในทุกบริบท ส่วนคำว่า “ บ้านพี่เมืองน้อง ” แม้จะสื่อถึงความใกล้ชิด ฉันญาติได้ดีกว่า แต่พีงเข้าใจว่า หมายถึง ความเป็นพี่เป็นน้องของประชาชนชาวไทย และประชาชนชาวลาว ที่นับญาติ และนับถือกันตามอาวุโส ไม่ได้หมายถึงว่า เมืองใดเป็นพี่เมืองใดเป็นน้อง คำหนึ่งในลาว ที่แสดงถึง สานสัมพันธ์ แบบเครือญาติ คือคำว่า “ เป็นแก่ว เป็นดอง ” หมายถึง การเกี่ยวดองกันโดยการแต่งงาน ดังตัวอย่างในสุทรพจน์ ของ ฯพณฯ จูมมาลี ไซยะสอน ประธานประเทศแห่ง สปป.ลาว ในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2552 ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ว่า ลาว และไทย เป็นประเทศ บ้านใกล้ เรือนเคียง ที่มีประเพณี วัฒนธรรม และภาษาพูด คล้ายคลึงกัน พร้อมทั้งมีประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวพันกัน มาเนิ่นนาน

เรื่องที่สอง ควรระมัดระวังหัวข้อสนทนา การเริ่มสนทนา ด้วยเครื่องดินฟ้า อากาศ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ละครทีวี หรือปรับทุกข์ เรื่องราคา น้ำมัน เป็นเรื่องทั่วไป ที่หาคนร่วมวงได้ ไม่มีปัญหา แต่บางหัวข้อ ที่หมิ่นเหม่ ต่อการกระทบกระเทือน ความรู้สึก ของผู้ฟัง ก็ควรหลีกเลี่ยง อย่างยิ่ง เช่น การนำความแตกต่างทางภาษา วิถีชีวิต ประเพณี และ วัฒนธรรม มาเปรียบเทียบ หรือ ล้อเลียน ในเชิงตลกขบขัน (มีหลายกรณีที่คนไทยได้รับข้อมูลที่ผิดพราดจากสื่อบันเทิง เกี่ยวกับคำศัพท์ ภาษาลาว หรือชื่อภาพยนต์)
และการแสดงความคิดเห็นแบบ ชาตินิยม ที่อาจนำไปสู่ การโตเถียง ในประเด็นละเอียดอ่อน เช่น ประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง นอกจากนี้ ยังควรเลี่ยงการสนทนาเกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศไทย และไม่ควร ซักถาม เกี่ยวกับประเทศไทย หรือสถาบัน ยกเว้น เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสมัครใจของชาวลาวก่อน

เรื่องที่สาม ควรเข้าใจว่า สปป.ลาว มีมาตรฐาน การดำเนินชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีในแบบฉบับของชาวลาว การได้มาเยือน สปป.ลาว เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้ วิถีชืวิต ของท้องถิ่นของประเทศเพื่อนบ้าน การนำมาตรฐาน การดำเนินชิวิตในประเทศไทย มาเป็นข้อเปรียบเทียบ เรียกร้อง จำทำให้เจ้าบ้านไม่สบายใจ หรืออึดอัดใจได้

เรื่องที่สี่ ควรทราบและปฎิบัติ ตามกฎหมายและวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามของชาวลาว เช่น ควรแสดงความเคารพ บุคคลสำคัญ ของลาว ที่ชาวลาวเคารพ ยกย่อง อย่างเหมาะสม ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ โดยเฉพาะเมื่อไปสถานที่ทางศาสนา และ สถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ควรแต่งเครื่องแบบ และพกอาวุธ เข้ามาใน สปป.ลาว หากมิใช่เป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ ควรทราบว่า ห้ามพักค้างคืนที่บ้านคนลาว โดยไม่แจ้งต่อนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน)ก่อน
 ** และการมีเพศสัมพันธ์กับคนลาว ที่ไม่ใช่คู่สมรสเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากละเมิดจะถูกกักตัว จนกว่าจะนำเงินมาจ่ายค่าปรับ ขั้นต่ำ 500 เหรียญ ดอลล่าร์สหรัฐ และถูกส่งกลับประเทศ ** จึงต้องระมัดระวัง และหลีกเลี่ยง หากมีการชักชวนให้ไปท่องเที่ยว และซื้อบริการที่ผิดกฎหมายและศีลธรรมอันดี

เรื่องที่ห้า กิจกรรมที่ห้ามทำ ได้แก่ ห้ามถ่ายรูปสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น ค่ายทหาร สถานีเรดาร์ หากฝ่าฝืน จะถูกดำเนินคดี โดยมีโทษ ทั้งจำ ทั้งปรับ ซึ่งเคยปรากฏ เป็นกรณีมาหลายครั้งแล้ว และห้ามนักท่องเที่ยวลงไปเดินเล่นที่หาดทรายในแม่น้ำโขง หลังเวลา 17.00 น. หากใครฝ่าฝืน จะมีโทษ ปรับ


    สกุลเงิน




กีบ ลาว เป็นหน่วยเงินของประเทศลาว ( อักษรย่อ LAK)
หนึ่งกีบมี 100 อัด ลาว ในปี พ.ศ. 2522 เกิดการ
ปฏิรูปค่าเงินขึ้น โดยเปลี่ยน 100 กีบแบบเก่าให้เท่ากับ
1 กีบในปัจจุบัน
 8,130   กีบต่อ  1  ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ)
1 บาท  จะแลกได้ประมาณ  500  กีบ

    


สกุลเงินลาวเรียกว่า กีบ ธนบัตรที่พิมพ์ออกใช้ในปัจจุบันนี้มีฉบับละ 500กีบ 1,000กีบ 2,000กีบ
5,000กีบ 10,000กีบ 20,000กีบ และ 50,000กีบ ปกติรัฐบาลลาวห้ามใช้เงินสกุลอื่นในการซื้อขายสินค้าและการบริการต่างๆแต่โดยทั่วไปแม่ค้า ร้านค้า หรือ บริษัทห้างร้านต่างๆก็ยินดีรับเงินบาทของประเทศไทยแต่จะรับเฉพาะธนบัตรเท่านั้น เหรียญบาทไทยม่ต้องพกมาให้หนักกระเป๋า อัตราแลกเงินกีบเฉลี่ยอยู่ที่ 250 กีบ ต่อ 1 บาทไทย ส่วนบัตรเครดิตนั้นสามารถใช้ได้ตามโรงแรมใหญ่ๆ ทั้งในเวียงจันท์ หลวงพระบาง วังเวียง และเชียงขวางได้สบาย


แหล่งที่มา












เที่ยวเวียดนามเหนือ

เที่ยวเวียดนามเหนือ ซาเปา ฮานอย ฮาลองเบย์


      เวียดนามนั้นเป็นดินแดนที่น่าทึ่ง เพราะนอกจากจะมีแนวชายหาดทอดยาวขนานไปกับทะเลจีนใต้ราว 3,730 กิโลเมตรแล้วดินแดนทางภาคเหนือยังอยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ส่วนทางภาคใต้ยังมีดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่สมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหารแต่สิ่งที่เวียดนามเหนือยังมีความโดดเด่นต่างจากภาคอื่นคือมีภูมิประเทศของภูเขาสลับซับซ้อน อากาศหนาวเย็นตลอดปี และเป็นเจ้าของยอดเขาฟานสีปันที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหลังคาแห่งอินโดจีน

ซาเปา


http://travel.truelife.com/detail/3117249
ในอดีตเมืองซาปาเคยถูกให้สร้างขึ้นเป็นเมืองตากอากาศของชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองในสมัยยุคอาณานิคม ในปี พ.ศ. 2465 และได้มีการสร้างสถานีภูเขาขึ้น เพราะด้วยเมืองซาปาโอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่จึงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปี  ซาเปาเป็นเมืองเล็กๆทางตอนเหนือที่เหมาะกับนักนิยมธรรมชาติ นอกจากความสวยงามของดินแดนบนดอยอย่างซาเปาแล้วที่แห่งนี้ยังมีวิถีหลากชนเผ่าของชาวเขาในคุณได้เที่ยวชม ตลอดจนการพิชิตยอดเขาฟานสีปันที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองซาเปาราว 15 กิโลเมตร เป็นยอดเขาที่มีความสูง 3,143 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

ซาปาเป็นเมืองที่ซ่อนตัวลบเร้นอยู่ในหุบเขาทางตอนเหนือของเวียดนาม จึงได้ชื่อว่า “เมืองในสายหมอก” ค่ะ เป็นเมืองเล็ก บรรยากาศดี และเงียบสงบ แต่ก่อนการเดินทางไปเที่ยวที่นี่อาจจะยากสักหน่อย แต่ในปัจจุบันก็มีรถเข้าถึงได้แล้ว แต่อาจจะเสียวๆ หน่อยระหว่างทางเพราะรถจะต้องไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ 

ที่เที่ยวไฮไลท์ในเมืองซาปา

หมู่บ้านกัตกัต (Cat Cat Village) หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองซาปาเพียง 3 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวเผ่าม้ง อพยพมาจากประเทศจีน ชาวบ้านจะมีเครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์ค่ะ เป็นสีนิยมโทนสีน้ำเงินเข้ม หรือดำ และมีวิวที่สวยงามของนาขั้นบันได นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวชมหมู่บ้านนี้ได้ง่าย



หมู่บ้านต่าฟาน (Ta Van Village) อยู่ทางทิศใต้ของเมืองซาปาประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านของชาวเขาหลายเผ่ามาอยู่รวมกัน แต่จะมีประชากรของเผ่า Giay ซึ่งถือเป็นชนเผ่าที่มีประชากรค่อนข้างเยอะในเวียดนาม ในความหลากหลายของคนพื้นเมืองทำให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกายค่ะเพราะแต่ละเผ่าก็จะแตกต่างกันออกไป และยังมีภาษาพูดเฉพาะอีกด้วย


                                                                                                             น้ำตกซิลเวอร์ (Silver Waterfall) ตั้งอยู่ริมถนนทางไปไลโจว (Lai Chau) เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ไกล มีความสูงประมาณ 100 เมตรไหลเลาะลงมาจากหน้าผาหินค่ะ นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปชั้นบนของน้ำตกได้แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 ดอง


    ช่วงกลางคืนจะมีอีกบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เพราะจะมีแม่ค้านำข้าวโพด เกาลัด มัน มาปิ้งกันร้อนๆ ไว้รอบริการ โดยมีม้านั้งเตี้ยให้นั่งรับไออุ่น มีอยู่ 2 จุดใหญ่คือ หน้าโบสถ์คริสต์กับตลาดใหม่อยู่เยื้องกัน

ตลาดบั๊กห่า ศูนย์รวมสีสันแห่งชนเผ่า


สำหรับจังหวัดบั๊กห่าเป็นจังหวัดเล็กๆอยู่ไกล้กับชายแดนประเทศจีน ส่วนใหญ่เป็นชาวเผ่าต่างๆและยังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของเวียดนาม
วันอาทิตย์ตลาดบั๊กห่าจะเป็นวันที่มีสีสันที่สุดในรอบสัปดาห์เพราะชาวเขาเผ่าต่างๆจะเดินลงมาเพื่อเลือกซื้อข้าวของไปใช้โดยวิธีการเดินใช้ม้าเป็นพาหนะ สินค้าที่น่าเลือกซื้อจะเป็นผ้าทอมือ มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์

  ฮานอย.... กลิ่นไอ สถาปัตยกรรมแห่งยุโรป
เมืองหลวงเก่าแก่ที่มีสายน้ำแดงไหลผ่าน และงดงามไปด้วยตึกสไตล์โคโลเนียลเสมือนคุณได้เดินเล่นอยู่บนถนนซองอลิเซ่กรุงปารีส ที่ทะเลสาบใจกลางกรุงฮานอย 

สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย

วิหารวรรณกรรม (วันเหมียว,Literature temple) 



วิหารวรรณกรรม หรือ ชื่อเวียดนามว่า‘วันเหมียว’ เป็นวัดโบราณแห่งหนึ่งของเวียดนาม ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานเกือบพันปี และถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม เช่นเดียวกับที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ ‘วัดโพธิ์’ ในบ้านเรา ได้ชื่อว่า เป็นมหาวิทยาลัยแห่ง แรกของประเทศไทย ‘วันเหมียว’ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า ‘วิหารวรรณกรรม’ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1070 ซึ่งเป็นยุคของ ราชวงศ์ไล โดยพระเจ้าไล ไท ตอง โปรดฯให้สร้างขึ้น เพื่อเชิดชูคุณธรรม โดยอุทิศให้แก่ขงจื๊อ ปราชญ์ชาวจีน ผู้ยึดมั่นในคุณธรรมความถูกต้อง ต่อมาในปี 1076 ได้มีการสร้างโรงเรียนสำหรับขุนนางขึ้นในบริเวณเดียวกันกับวัด เพื่อให้เหล่าขุนนางได้เข้าศึกษาเล่าเรียนและสอบเป็นจอหงวน เมื่อถึงยุคสมัยของราชวงศ์ตรัน จึงได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าเรียน วิชาที่สอนนั้นเป็นวิชาปรัชญาของขงจื๊อ ประกอบไปด้วยเรื่องการประพฤติปฏิบัติตน วิชาประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เป็นต้น

ทะเลสาบคืนดาบ(ฮว่านเกี๋ยม, Hoan Kiem Lake) 

ทะเลสาบคืนดาบหรือชื่อเวียดนามว่า"ฮว่านเกี๋ยม"ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai To) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่าทะเลสาบคืนดาบหากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว(Thap Rua)ซึ่งหมายถึงหอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล
วัดเนินหยก( หง็อกเซิน, Ngoc Son temple) 


วัดหง็อกเซิน 
คือ วัดซึ่งตั้งอยู่ทางเนินหยกอยู่ทางด้านเหนือของทะเลสาบสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 เป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่เฉิน ฮัง โด๋ว ผู้นำการต่อต้าน ราชวงศ์หยวนเมื่อ ศตวรรษที่ 13 และ ได้รับการซ่อมแซมในปี พ.ศ.1864 โดย ปราชญ์ลัทธิขงจื้อ ชื่อ หวัน เซิง และ เหงียน หวัน ซุย โดย เชื่อมกับฝั่งด้วยสะพานเทฮุก สะพานไม้สีแดง ที่มีความหมายอันไพเราะว่า สะพานแสงอาทิตย์ยามเช้า

สุสานโฮจิมินห

ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์ (Ba Dinh) สุสานแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 เสร็จในปี พ.ศ. 2518 เป็นอาคารหินอ่อนและหินแกรนิตรวมถึงไม้เนื้อดีจากทั่วประเทศ เป็นอาคารที่โดดเด่นและสง่างามมาก โดยมีชื่อในภาษาเวียตนามว่า จู่ติกโอจิมินห์ (Lang Chu Tich Ho chi Minh ) ด้านในจะพบกับศพโฮจิมินห์ ซึ่งอาบน้ำยาอยู่ในโลงแก้วเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาชมได้รู้จักผู้นำที่มีความ แข็งแกร่ง ทั้งที่นี่เป็นการกระทำซึ่งขัดต่อความต้องการของโฮจิมินห์ เพราะท่านต้องการให้เผาร่างเมื่อตายลง สำหรับห้องนี้ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูป วีดีโอ โทรศัพท์ หรือกระเป๋าทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาด


โรงละครฮานอย (Hanoi Opera House) 

โรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน Ly Thai To ตัดกับถนน Trang Tien บริเวณวงเวียนห้าแยก โรงละคร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 สไตล์แบบฝรั่งเศส ตกแต่งอย่างงดงามดูแข็งแกร่ง ภายในมีที่นั่งกว่า 900 ที่นั่ง ปัจจุบันยังเปิดแสดงอย่างสม่ำเสมอ การแสดงจะเน้นดนตรีคลาสสิค


การเชิดหุ่นกระบอกน้ำ(Water puppet show) 


โรงละครตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม บนถนนดิงห์เตียมฮว่าง (Pho Dinh Tien Hong) ค่าเข้าชมละครหุ่นกระบอกน้ำ 20,000 และ 40,000 ดอง เปิดการแสดงวันละหลายรอบ การแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนาม ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติทีเดียวและกำลังจะสูญหายไปจากโลก 


โบสถ์เซนต์โจเซฟ


เมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเข้าปกครองเวียดนามและได้จัดการเกี่ยวสิ่งต่างๆให้ทันสมัยได้ทำใหั้ความเชื่อและสิ่งก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ได้ถูกทำลายทิ้งไปพอสมควร เซนต์โจเซฟเป็นโบสถ์เก่าที่สุดในฮานอย


ฮาลองเบย์ 

   เรือที่ใช้ล่องอ่าวฮาลองทุกลำมีขนาดใหญ่ จึงสามารถบรรจุคนได้หลายสิบคนภายในมีห้องพักที่ตกแต่งอย่างเรียบ เหมาะแก่แก่การพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศที่แสนงดงามของอ่าวฮาลอง

อ่าวมังกรมหัศจรรย์ การท่องเที่ยวประเทศเวียดนามทางตอนเหนือจะไม่สมบูรณืเลยหากคุณไม่ได้มาเยือนอ่าวฮาลองเจ้าของเกาะหินปูนน้อยใหญ่มากกว่า 3,000 เกาะ ที่ว่างเด่นอยู่กลางผืนทะเลอันกว้างใหญ่ ความสวยงามของอ่าวแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติิ เมื่อ ปี 2537 ปัจจุบันมีเรือบริการพาคุณไปชมถ้ำเด่าโก๋ถ้ำกลางทะเลสาบที่มีหินงอกหินย้อยอันงดงาม





ขอบคุณข้อมูลจาก   oceansmile,Trips magazine,และ  http://travel.truelife.com , http://www.qetour.com/

สนใจติดต่อโปรแกรมทัวร์ได้ที่

http://www.indochinaexplorer.com/

www.scholidaytour.com

แนะนำก่อนเที่ยวกัมพูชา





แนะนำก่อนเที่ยวกัมพูชา

          การเดินทางไปเมืองเสียมเรียบ เมืองอันเป็นที่ตั้งของนครวัด นครธม สะดวกมากเพราะมีสายการบินบางกอกแอร์เวย์สบินตรงจากกรุงเทพ – เสียมเรียบทุกวัน วันละหลายเที่ยวบิน ใช้เวลาในการเดินทางเพียง  35 -  55  นาทีเท่านั้น หรือนะเลือกเดินทางโดยรถยนต์ก็สะดวกเช่นกัน มีรถตู้ให้บริการออกจากถนนข้าวสารทุกเช้า วิ่งไปถึงปอยเปต จังหวัดสระแก้ว ประมาณเที่ยงจากกนั้นใช้บริการรถปิคอัพหรือแท็กซี่จากปอยเปตไปเสียมเรียบ

  •           เตรียมเวลา  ควรกำหนดเวลาในการท่องเที่ยวให้แน่นอนก่อนการซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมปราสาทต่างๆ เพราะมีหลายราคา แต่หากมีเวลาพอสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเสียมเรียบไม่ได้น่าสนใจแค่พียงนครวัด  นครธม แต่ยังมีปราสาทต่างๆอีกมากมายให้เที่ยวชม 


  •           เตรียมค่าใช้จ่าย  สกุลเงินของกัมพูชาคือ เรียล (Riel) เงิน 100 บาทไทยจะแลกเงินเรียลได้ประมาณ 10,000 เรียล  ในประเทศกัมพูชาส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นธนบัตรใบละ 100,1,000,5,000,10,000 เรียล ในเมืองเสียมเรียบ  ควรเตรียมธนบัตรย่อยของไทยประเภท 20,50  และ 100 บาท


  •           เตรียมสุขภาพ  เรื่องอาหารการกินในกัมพูชานั้น  นักท่องเที่ยวมักเป็นกังวลเรื่องความสะอาดถูกสุขอนามัย  โดยเฉพาะเมื่อมาต่างบ้านต่างแดน  อีกทั้งในรสชาติ  อาหารกัมพูชาส่วนใหญ่มีรสจืด 


  •           ข้อควรระวัง ในการเยือนกัมพูชา ควรระวังเรื่องสุขภาพเนื่องจากยังมีโรคภัยต่าง ๆ ที่อาจติดต่อได้ หากไม่หามาตรการป้องกันไว้ก่อน เช่น ท้องร่วง มาลาเรีย และไวรัส เอ บี และการบริการของโรงพยาบาลในกรุงพนมเปญอาจไม่ได้มาตรฐานเท่ากับประเทศไทย


          การเดินทางท่องเที่ยวภายในเมืองเสียมเรียบถ้าเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการจะสะดวกมากกว่าการเเดินทางเข้าด้วยตนเองเนื่องจากจพำด้รับการดูแลเป็นพิเศษ  ทั้งในเรื่องของอาหารการกิน เรื่องของความสะอาดและความสะดวก  ที่พัก  รวมทั้งการเดินทางเข้ามาเที่ยวชม  












สนใจโปรแกรมทัวร์กัมพูชาและประเทศอื่นๆสามารถติดต่อได้ที่
http://www.scholidaytour.com


แหล่งข้อมูล :  คู่มือ - ข้อมูลท่องเที่ยวฉบับสมบูรณ์,Trips magazine,นครวัด  นครธม 

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สีสันแห่งวัฒนธรรมเวียดนาม




วิถีชีวิตของชาวเวียดนาม



     เวียดนามมีความสัมพันธ์กับจีนมาก่อนการปฏิวัติระบบการปกครอง จึงทำให้มีความเชื่อ ศิลปะ 
วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับจีน ลัทธิความเชื่อต่างๆ ของจีนได้แพร่ขยายมายังเวียดนามด้วย ทั้งลัทธิขงจื๊อที่ให้ความสำคัญต่อการนับถือบรรพบุรุษ ลัทธิเต๋า ที่สอนเรื่องความสมดุลของธรรมชาติ  รวมไปถึงศาสนาพุทธนิกายมหายานที่สอนเรื่องกรรมดีและกรรมชั่ว แม้ว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามจะทำลายความเชื่อและศาสนาส่วนหนึ่งไปในช่วงปฏิวัติระบบการปกครอง แต่ปัจจุบันมีการผ่อนปรนมากขึ้น โดยอนุญาตให้มีนักบวชในศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆ ได้ 
อีกทั้งพลเมืองส่วนหนึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมสืบทอดมาจน ถึงปัจจุบัน
ชาวเวียดนามยังมีความนับถือสวรรค์หรือที่เรียกว่า "องเตร่ย (Ong Troi)" และเชื่อว่าทุกหนทุกแห่งมีเทพเจ้าสถิตย์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าดิน เทพเจ้าน้ำ หรือเทพเจ้าอื่นๆ ดังนั้น นอกจากวัดในศาสนาพุทธ 
(จั่ว - Chua) ศาลาประชาคม (ดินห์ - Dinh) หรือแท่นบูชาจักรพรรดิในอดีต (เดน - Den) แล้ว ยังมีการตั้งแท่นบูชาเทพเจ้า (เหมียว - Mieu) กระจายอยู่โดยทั่วไป ประชาชนนิยมนำดอกไม้ ธูป เทียน และผลไม้มาสักการะบูชาในวันที่ 1 และ 15 ค่ำ นอกจากนี้ คำสอนของขงจื๊อก็ยังคงอิทธิพลอยู่ในเวียดนาม ทำให้ชาวเวียดนามให้ความสำคัญกับการเซ่นไหว้บรรพบุรษ


ศิลปวัฒนธรรมประเทศเวียดนาม




ด้านศิลปวัฒนธรรมของเวียดนาม มีความแตกต่างกับศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างมาก ที่เป็น อย่างนี้เป็นเพราะเวียดนามถูกปกครองโดยประเทศจีนมาหลายครั้งหลายหน จนอาจเรียกได้ว่า อารยธรรม วัฒนธรรม ของเวียดนาม คือ วัฒนธรรมของประเทศจีน นั่นเอง โดยเฉพาะทางด้านศิลปของโบราณสถาน ต่าง ๆ อาทิ พระราชวัง วัด สุสาน ฯลฯ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันจนไม่สามารถแยกออกให้เห็นอย่าง เด่นชัด แม้ในช่วงหลังมานี้ เวียดนามอาจได้รับอิทธิพลจากประเทศฝรั่งเศล และญี่ปุ่นอยู่บ้างแต่ในภาพรวมแล้วจะคล้ายคลึงกับประเทศจีนและมีหลักฐานให้เห็นอยู่ทั่วไปบริเวณสองข้างทางที่พวกเราผ่านไปเกือบทุก                                                                              ถนน

วัฒนธรรมทางด้านภาษา               

 ภาษาของเวียดนามในช่วงแรกใช้อักษรจีนมาตลอดจนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ จึงเปลี่ยนมาใช้ อักษรโรมัน (quoe ngu) และถ้าสังเกตจริง ๆ แล้วเป็นวัฒนธรรมของฝรั่งเศล และเมื่อนำมาเปรียบเทียบ การออกเสียงหรือความหมายของคำแล้วจะพบว่า ความใกล้เคียงของภาษาไทยกับภาษาลาวจะใกล้เคียง กันมากกว่า ภาษาเวียดนาม


วัฒนธรรมพื้นบ้าน 



               สิ่งก่อสร้าง รูปทรงและศิลป์การตกแต่งนับตั้งแต่ตึกรามบ้านช่องของคนเวียดนามยังคงมี รูปลักษณ์ของจีนอยู่มากแต่บางพื้นที่ก็มีศิลป์ของฝรั่งเศส หรือ ญี่ปุ่น อยู่อย่างกลมกลืน แต่เท่านี้สิ่งสังเกต ศิลป์ของเวียดนามจากสถานที่สำคัญๆ แม้จะเป็นศิลป์วัฒนธรรมของจีนแต่ในส่วนที่เป็นการตกแต่งดูจะมี ความอ่อนไหวกว่าเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็มองเหมือนศิลป์จีนชัดเจน

ศิลปพื้นบ้าน   ศิลปพื้นบ้านที่เด่นๆเท่าที่สังเกตก็คล้ายกับของไทย เช่น เครื่องจักรสาน เครื่องปั้นดินเผาควรทำ โดยไฟจากกระดาษ แต่ในเรื่องของดนตรียังมีกลิ่นไอของเพลงจีนอยู่อย่างแนบแน่น เครื่องดนตรีเพียง ๒ - ๓ ก็สามารถสร้างความไพเราะได้อย่างน่าชม


เทศกาลเต็ด (Tet) หรือ "เต็ดเหงียนดาน" (Tet Nguyen Dan)
เป็นเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญที่สุด มีชื่อเต็มว่า "เต๊ตเงวียนด๊าน" หมายความว่า เทศกาลแห่งรุ่งอรุณแรกของปี มีขึ้นระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เป็นการเฉลิมฉลองความเชื่อในเทพเจ้า ลัทธิเต๋า ขงจื่อ และศาสนาพุทธ และเป็นการเคารพบรรพบุรุษ





เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง 
ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาวบ้านประกวดทำขนมเปี๊ยะโก๋ญวน (บันตรังทู) พร้อมทั้งจัดขบวนแห่เชิดมังกร เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อดวงจันทร์





การแต่งกายเวียดนาม
ชาวเมืองไซ่ง่อนได้รับประเพณีต่าง ๆ มาจากแต่ครั้งฝรั่งเศสปกครอง เช่น การหยุดพักนอน กลางวันในวันทำงาน การก้มศีรษะและโค้งตัวเวลาพบปะกันจับมือกัน ที่เหมือนไทยคือ ยังคง รับประทานหมากให้ฟันดำ แต่ปัจจุบันเลิกแล้ว 

การแต่งกาย 
ผู้หญิง นุ่งกางเกงแพรยาว สวมเสื้อแขนยาว คอตั้งสูง ตัวเสื้อยาวลงมาจรดข้อเท้า ผ่า 2 ข้าง สูงแค่เอว พวกทำงานหนักจะสวมเสื้อสั้น มีกระเป๋า 2 ใบ แขนจีบยาว บางแห่งทางเหนือสวมกระโปรงยาวถึงข้อเท้า

ผม ยาวเกล้ามวย สวมงอบสานด้วยใบลานทรงรูปฝาชี หรือใช้ผ้าสามเหลี่ยมคลุมศีรษะ ดึงชาย 2 ข้างมาผูกใต้คาง ถ้าเป็นทางเหนือแถวฮานอย ใช้ผ้าดำแถบยาวหุ้มผมซึ่งถักเปียไว้ให้มิด แล้วโอบพันศีรษะ ปัจจุบันนิยมตัดผมสั้น และดัดผมมากขึ้น สวมรองเท้าเกียะส้นสูง พ่นสีต่าง ๆ รองเท้าสตรีส้นรองด้วยพื้น ยาง คาดหลังด้วยหนังหรือพลาสติกสีต่าง ๆ

ชาย แต่งกายคล้ายหญิง บางครั้งสวมเสื้อกุยเฮง สวมหมวกสีดำเย็บด้วยผ้า ไม่มีปีก ปัจจุบันแต่งสากลกันมากแล้ว
ในเวียดนามใต้มีชาวเขาเผ่าหนึ่งเรียกว่า พวกม้อย จะนุ่งผ้าสั้น ๆ ปกปิดร่างกายแต่เฉพาะ ท่อนล่างคล้ายนุ่งใบไม้ ปัจจุบันหญิงสวมเสื้อ นิยมเจาะหูสอดไม้ซึ่งเหลาแหลม ๆ สวมกำไลคอ

      จากประวัติความเป็นมาจะเห็นว่าชาวเวียดนามมีการแต่งกายผสมผสานกันมีทั้งไทยมุง หรือ อ้ายลาวระยะแรก ปนของจีนบ้าง เช่น ลักษณะของเสื้อที่ป้ายซ้อนกันบริเวณอก คอปิด แขน ยาว แต่แตกต่างจากไทยและจีนตรงที่การใช้ผ้า ถึงแม้ว่าจะใส่กางเกงแล้ว ยังนิยมสวมเสื้อผ้าบาง ที่เปิดจนถึงเอวทั้ง 2 ข้าง ให้เห็นรูปทรงและสัดส่วนที่งดงาม ชาวเวียดนาม ได้ชื่อว่า เป็นชาติมี ผิวพรรณงามที่สุดในโลกอีกด้วย 



ที่มา : หนังสือสังคม วัฒนธรรมประชาคมอาเซียน 10 ชาติ, วิพีกีเดีย
ภาพจากกระทู้ชวนปั่นเวียดนาม


สนใจโปรแกรมทัวร์ติดต่อได้ที่ 
www.scholidaytour.com
www.indochinaexplorer.com

ประเทศพม่า



ประเทศพม่า 



          พม่า หรือ เมียนมา  มีชื่อทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า หรือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา  เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว และไทย  ประเทศพม่าเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่ายังเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยมีประชากรกว่า 60.28 ล้านคน  ประเทศพม่าอุดมไปด้วยทรัพยากร แต่เศรษฐกิจพม่าเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจด้อยพัฒนาที่สุดในโลก

          ประวัติศาสตร์ 
          ประวัติศาสตร์ของพม่านั้นมีความยาวนานและซับซ้อน มีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏได้แก่มอญ ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่าได้อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหว่างจีนและทิเบต เข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี และได้กลายเป็นชนเผ่าส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศในเวลาต่อมา ความซับซ้อนของประวัติศาสตร์พม่ามิได้เกิดขึ้นจากกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่เกิดจากความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอันได้แก่ จีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และไทยอีกด้วย

          ภูมิศาสตร์
          ประเทศพม่า ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 676,578 ตารางกิโลเมตร เป็นประเทศใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ (หรือคาบสมุทรอินโดจีน) และใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก




          การเมืองการปกครอง
          ปกครองด้วยระบบเผด็จการทหาร ปกครองโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council – SPDC) โดยมีประธาน SPDC เป็นประมุขประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

          เศรษฐกิจ
          เกษตรกรรม เป็นอาชีพหลัก เขตเกษตรกรรมคือบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี แม่น้ำสะโตง แม่น้ำทวาย-มะริด ปลูกข้าวเจ้า ปอกระเจา อ้อย และพืชเมืองร้อนอื่น ๆ ส่วนเขตฉาน อยู่ติดแม่น้ำโขงปลูกพืชผักจำนวนมาก ทำเหมืองแร่ ภาคกลางตอนบนมีน้ำมันปิโตรเลียม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขุดแร่ หิน สังกะสี และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ทำเหมืองดีบุกทางตอนใต้เมืองมะริดมีเพชรและหยกจำนวนมาก การทำป่าไม้ มีการทำป่าไม้สักทางภาคเหนือ ส่งออกขายและล่องมาตามแม่น้ำอิรวดีเข้าสู่ย่างกุ้ง อุตสาหกรรม กำลังพัฒนา อยู่บริเวณตอนล่าง เช่น ย่างกุ้ง และ มะริด และทวาย เป็นอุตสาหกรรมต่อเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ของพม่า

         วัฒนธรรม
         วัฒนธรรมของพม่าได้รับอิทธิพลทั้งจากมอญ จีน อินเดีย และไทยมาช้านาน ดังสะท้อนให้เห็นในด้านภาษา ดนตรี และอาหาร สำหรับศิลปะของพม่านั้นได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีและพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ในปัจจุบันนี้วัฒนธรรมพม่ายังได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดจากเขตชนบทของประเทศ ด้านการแต่งกาย ชาวพม่าทั้งหญิงและชายนิยมนุ่งโสร่ง เรียกว่า ลองยี ส่วนการแต่งกายแบบโบราณเรียกว่า ลุนตยาอชิก

          ภาษา
          นอกจากภาษาพม่า ซึ่งเป็นภาษาทางการแล้ว พม่ามีภาษาหลักที่ใช้งานในประเทศถึงอีก 18 ภาษา โดยแบ่งตามตระกูลภาษาได้ดังนี้
          1.ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก ได้แก่ ภาษามอญ ภาษาปะหล่อง ภาษาปลัง (ปะลัง) ภาษาปะรวก (สำเนียงมาตรฐานของภาษาว้า) และภาษาว้า
          2.ตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ได้แก่ ภาษาพม่า (ภาษาทางการ) ภาษากะเหรี่ยง ภาษาอารากัน (ยะไข่) ภาษาจิงผ่อ (กะฉิ่น) และภาษาอาข่า
         3.ตระกูลภาษาไท-กะได ได้แก่ ภาษาไทใหญ่ (ฉาน) ภาษาไทลื้อ ภาษาไทขึน ภาษาไทคำตี่ มีผู้พูดหนาแน่นในรัฐฉานและรัฐกะฉิ่น ส่วนภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาไทยกลาง และภาษาไทยถิ่นอีสาน มีผู้พูดในเขตตะนาวศรี
         4.ตระกูลภาษาม้ง-เมี่ยน ได้แก่ ภาษาม้งและภาษาเย้า (เมี่ยน)
         5.ตระกูลภาษาออสโตรนีเชียน ได้แก่ ภาษามอเกนและภาษามาเลย์ ในเขตตะนาวศรี

          ศาสนา    ศาสนาพุทธ 93% ศาสนาคริสต์ 4% อื่น ๆ 3%

         คมนาคมขนส่ง
         การขนส่งทางบก ได้แก่ ทางถนนและทางรถไฟ ทางถนน ถนนในพม่าส่วนใหญ่ขนานไปกับภูเขาและแม่น้ำ ทอดไปตามความยาวของประเทศ เช่นเดียวกับทางรถไฟ ถนนสายต่าง ๆ ที่สำคัญมีดังนี้ ถนนสายพม่า เป็นถนนสายสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างย่างกุ้งกับเมืองคุนหมิง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีน มีความยาวในเขตพม่าถึงเมืองหมูแจ้ ประมาณ 1,160 กิโลเมตร และมีความยาวในเขตจีนจากหมูแจ้ถึงคุนหมิง ประมาณ 90 กิโลเมตร ถนนสายนี้ผ่านเมืองต่าง ๆ คือ หงสาวดี-ตองอู-ปยินมะนา-เมะทีลา-มัณฑะเลย์-เมเบียงกอดเต็ก-สีป๊อ-ล่าเสี้ยว-แสนหวี-หมูแจ้ รวมความยาวทั้งสิ้นประมาณ 2,140 กิโลเมตร ใช้การทุกฤดูกาล ทางรถไฟ ทางรถไฟของพม่าได้เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481

         การขนส่งทางน้ำ การคมนาคมขนส่งทางน้ำภายในประเทศ นับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศพม่าเป็นอย่างมาก และยังเป็นเส้นทางคมนาคมหลักมาตั้งแต่อดีต เนื่องจากพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำอิรวดีมีทางน้ำอยู่มากมาย และเป็นเขตที่มีประชาชนพลเมืองอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด ประกอบกับเส้นทางถนนและทางรถไฟยังมีจำกัด



สนใจโปรแกรมทัวร์พม่าและประเทศอื่นๆ
ได้ที่ :  http://www.scholidaytour.com